ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มาตรา 40(1)

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีรายละเอียดค่อยข้างเยอะ โดยหลักต้องทราบว่าเป็นเงินได้พึงประเมิน และหลักการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินอย่างพอเพียง จึงสามารถคำนวณภาษีเงินได้อย่างถูกต้อง เพราะเงินได้พึงประเมินแต่ละประเภทมีข้อกำหนดในการคำนวณภาษีที่แตกต่างกัน

เงินได้ประเภทที่ 1 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อสรุปเงินได้ประเภทนี้มี เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากการอยู่บ้านที่นายจ้างจัดให้โดยไม่คิดค่าเช่า เงินที่นายจ้างชำระหนี้ให้

แบ่งประเภทเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ได้ดังนี้

1.เงินได้จากการจ้างแรงงาน ทั้งพนักงานในธุรกิจเอกชน และภาครัฐบาล

2.เงินได้เกิดจากการจ้างแรงงานที่มีคู่สัญญาระหว่างนายจ้าง และ ลูกจ้าง โดยมีกำหนดระยะเวลาจ้าง โดยลูกจ้างตกลงทำงานให้แก่นายจ้างตลอดระยะเวลาที่จ้าง และปฎิบัติตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้าง

3.เงินได้ที่เกิดจากการได้อยู่บ้านที่นายจ้างจัดให้โดยไม่คิดค่าเช่า จะต้องคิดเงินได้พึงประเมิน ในอัตราร้อยละ 20 ของเงินเดือน หรือเงินเพิ่มอื่น โดยไม่รวมเงินโบนัส โดยอัตรานี้ถึงแม้ว่าลูกจ้างจะอยู่หลายคนในบ้านนายจ้างที่จัดไว้ให้ที่เดียวกัน ก็ต้องคิดเงินได้พึงประเมิน ในอัตราร้อยละ 20 ของลูกจ้างแต่ละคน ในกรณีมีข้อโต้แย้งจากลูกจ้าง สำหรับเงินได้พึงประเมินจากการอยู่บ้านที่นายจ้างจัดให้โดยไม่คิดค่าเช่า ให้เจ้าพนักงานประเมินอัตราค่าเช่าของบ้านนั้น ๆ ว่าสมควรให้เช่าได้ตามปกติปีละเท่าใด และทำการบันทึกการประเมินไว้เป็นหลักฐานและให้นำค่าเช่าที่ได้ประเมินรวมเป็นเงินได้ของลูกจ้าง

4.กรณีบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล นำหุ้นไปแจกพนักงาน หรือนำหุ้นออกขายให้กับพนักงาน ตามข้อตกลงพิเศษหุ้นราคาต่ำกว่าราคาตลาด กรณีนี้ย่อมถือได้ว่าบุคคลดังกล่าวได้รับเงินได้พึงประเมิน จึงต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในปีที่ได้รับกรรมสิทธิ์ในหุ้น ไม่ว่าจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการจำหน่ายจ่ายโอน หรือไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หรือนอกตลาดหลักทรัพย์

รายการเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) ที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษี นำเสนอเพียงบางข้อเนื่องจากรายละเอียดมีมาก โดยสามารถอ่านเพิ่มเติมใน มาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร ทุกข้อ กฏกระทรวง ฉบับที่ 126 ข้อ 2 ทุกข้อ

ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าพาหนะ ซึ่งลูกจ้าง หรือผู้ทำงานให้ ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็น และได้จ่ายไปทั้งหมดเพื่อการนั้น แต่ทั้งนี้ผู้ที่ทำงานให้เพื่อการนั้นจะต้องมีหลักฐานพิสูจน์ว่าตนได้นำเงินได้ที่ได้รับมานั้นไปใช้จ่าย เช่นหลักฐานใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ฯลฯ ในกรณีไมมีหลักฐานที่จะพิสูจน์ได้ ย่อมไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้

กรมสรรพากรได้ออกคำสั่งที่ ป.59/2538 เพื่อเป็นแนวทางเพื่อเจ้าพนักงานสรรพากรถือปฎิบัติเกี่ยวกับ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีค่าเบี้ยเลี้ยงที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 42(1) โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 โดยค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ลูกจ้าง หรือผู้มีหน้าที่ หรือผู้รับทำงานเนื่องจากการเดินทางไปปฎิบัติงานตามหน้าที่ในประเทศ หรือต่างประเทศเป็นครั้งคราว ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราเบี้ยเลี้ยงสูงสุดที่ทางราชการกำหนดจ่ายให้ข้าราชการ ถ้าหากเกินให้ถือให้ถือเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน นอกจากนี้การเดินทางไปปฎิบัติงาน ต้องมีหลักฐานการอนุมัติให้เดินทางจากนายจ้าง หรือผู้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องระบุงาน และระยะเวลาในการปฎิบัติงาน

 

Copy right @ 2013 by nsbest.co.th All rights reserved .
99/18 หมู่ 11 ซอยเสนานิคม 1 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร
โทร 02-9423520-2 โทรสาร 02-5702569