รถไฟความเร็วสูงครั้งแรก อากาศติดลบไม่ปิดหน้าต่างนอนบ้าไปแล้ว

เช้าวันที่ 2 ในนครปักกิ่ง เตรียมตัวเยอะมาก ต้องย้ายเมืองนอน จากคนไม่มีประสบการณ์หนาวอุณหภูมิติดลบ เป็นสัตว์เมืองร้อน มาต่างประเทศยุคนั้นสมัยเป็นนักข่าวจะเจอแต่ความร้อน ไกด์แจ้งว่าของอันไหนไม่ได้ใช้ให้ใส่กระเป๋าเดินทาง บางใบที่ไม่ได้นำไปด้วย ฝากไว้ที่โรงแรมเพราะตอนกลับจากฮาร์บิน ก็ยังมาพักที่เดิม ตอนนั้นเลือกเฉพาะชุดที่ใส่แล้ว เพราะทุกอย่างที่เตรียมมาดูแล้วน่าจะจำเป็นหมด ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใช้ เพราะชุดปักกิ่ง กับ ฮาร์บิน เตรียมตัวไม่เหมือนกันแน่

แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้คือ เหล้า หนิว หลาน ซาน เอ้อร์ กัว โถว ที่เหลือเมื่อคืนดื่มไม่หมด ความเดิมตอนที่แล้ว แพงก็แพงเหน็บไปด้วย ใส่กระเป๋าเดินทางไว้ถึงฮาร์บิน จะได้ใช้งานให้คุ้มค่า กับราคาที่ต้องจ่าย

ไกด์ให้เตรียมตัวเพราะวันนี้จะเที่ยวปักกิ่งก่อนขึ้นรถไฟความเร็วสูง ปักกิ่ง อากาศตอนนั้นไม่ได้เช็คผมว่า น่าจะมีติดลบนิดหน่อย เพราะพวกเราใส่เสื้อกันหนาวที่ซื้อมาใหม่ยังรู้สึกเย็นๆ

อ่านข้อมูล รถไฟมีความเร็วประมาณ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือว่าเร็วมากสำหรับคนหน้าใหม่อย่างครอบครัวผม คณะทัวร์พาผมไปวัดลามะ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของปักกิ่ง สถานที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง

 

ด้วยนิสัยส่วนตัวผมชอบเดินฉีกออกจากกลุ่มดูนู่นนี่นั่น เฮียวิศิษฎ์  ดูเขาจะกังวลกลัวผมเดินหลง นิสัยผมเองก็ชอบเดินฉีกออกจากกลุ่มซะด้วย ไม่ใช่ที่นี่ที่แรก ทุกที่ที่ผมไปก็เป็นแบบนี้ โดยส่วนใหญ่จะฟังคำอธิบายนิดหน่อยตอนแรก ภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาจากไหนทำจากอะไรที่แขวนอยู่ในวัด เท่าที่จำได้นะครับ อาจจะลืมรูปพระ เจ้า เซียน น่าจะมาจากผ้าเย็บประติดประต่อ เป็นภาพโบราณไม่ใช่ภาพวาด ทำให้ดูขลังไปอีกแบบ

ส่วนพระแกะสลักจากไม้แก่นจันต้นเดียว องค์โตมาก ไกด์บอกว่าเป็นไม้ชิ้นเดียว โดยส่วนใหญ่วัด หรือสถานที่ท่องเที่ยว มักจะใส่เรื่องราวมหัศจรรย์ เรื่องใหญ่ๆ เรื่องโบราณ ถ้าเราเข้าใจจะเข้าเลย การถ่ายทอดสิ่งที่พบเห็นไม่ใช่แค่เรื่องภาษา แต่เป็นเรื่องมารยาทในการบันทึกถึงเหตุการณ์ที่พบเห็น

บรรยากาศในวัดลามะ เต็มไปด้วยควันธูปความศรัทธาของผู้คน ส่วนผมมองเป็นความสวยงามของสถานที่ ผู้คนที่มาสักการะน่ารักดี นี่คือธรรมชาติของชีวิต สถานที่ดูขลังตามสไตล์วัด ยิ่งมีเรื่องเล่าความเก่าแก่ ยิ่งทำให้ความสวยงามเพิ่มขึ้นขลังมากขึ้น

ทุกอย่างเสร็จสรรพกองทัพต้องเดินด้วยท้อง เชื่อกันว่าคำนี้มาจาก จักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ชาวฝรั่งเศส ไกด์พามาที่ร้าน กว่างโจว เรสเทอรองต์ Guang Zhou Restaurant เป็นร้านเก่าแก่อยู่ในกว่างโจว ที่พวกเรามาใช้บริการเป็นสาขาปักกิ่ง อาหารเด่นๆ คือ ติ่มซำ สถานที่ตั้งใกล้ถนนคนเดินไม่ได้ค้นว่าอยู่ตำแหน่งไหนน่าจะมีที่เดียว มื้อนี้เป็นมื้อแรกที่ไกด์ต้องทานอาหารร่วมกับผม เป็นคำน่ารักของ เฮียวิศิษฎ์ และ ยศ  ที่ต้องรับประทานอาหารด้วยกัน เดี๋ยวเฮียจืดแกโกรธแกเรียกผมเฮีย เขาก็ถามดื่มเบียร์มั้ยผมไม่ดื่ม เวลาเดินทางผมจะไม่ดื่ม ไม่สะดวกทั้งสมอง และร่างกาย

สารภาพร้านนี้ผมไม่ได้ถ่ายภาพอาหารเก็บไว้เลย รู้ว่าเต็มโต๊ะ อาหารอร่อยมาก แต่อะไรดลใจไม่ให้หยิบโทรศัพท์มาถ่ายอาหาร งง เหมือนกัน อยากรู้ว่ามีอาหารอะไรเด่นๆ ไปค้นในเว็บเอาแล้วกัน กินหลายอย่าง โดยเฉพาะซุปลูกชิ้นปลาอร่อยมาก ลูกชิ้นนุ่มละมุนปาก นอกนั้นก็ถูกใจทุกอย่าง เพราะผมเข้าครัวทำน้ำพริกนรกไปกินด้วยจากไทย ฮา

ทานอาหารเสร็จพวกเราเดินทางมาสถานีรถไฟความเร็วสูงก่อนเวลา เกือบชั่วโมงเพราะระเบียบค่อนข้างเยอะ เหมือนโดยสารเครื่องบิน ทุกอย่างต้องสแกนเจออะไรขึ้นไม่ได้ก็จะตรวจ และเก็บของไว้ก่อน รถไฟความเร็วสูงกว่าจะออกประมาณ 14.07 น.ตามเวลาที่แจ้งไว้ แล้วจะถึง ฮาร์บิน 19.23 น. ใช้เวลาเดินทางยาวนานมาก 5 ชั่วโมงกว่าต้องบอกก่อนเวลาออกรถ และเดินทางถึง ค่อนข้างตรงเวลามากๆ อาจเพราะความเร็วของตัวรถไฟ ความผิดพลาดต้องไม่มี

ประเด็นอยู่ตรงนี้บทที่ผ่านมา ที่ผมบอกว่าซื้อเหล้า หนิว หลาน ซาน เอ้อร์ กัว โถว ไว้ แต่ดื่มได้ไม่เยอะเหนื่อยกับการเดินทางผมติดใส่กระเป๋าเดินทางมาด้วย ตัวผมและครอบครัวเดินเข้าสแกนตัวก่อน พร้อมสัมภาระที่ถือ ส่วนกระเป๋าเดินทาง ไกด์ยศ จัดการสแกนผ่านสายพานให้หลายใบพร้อมกับคนช่วยขนจากบริษัททัวร์ในจีน ยืนรออยู่นานหายไปไหนทำไมยังไม่เข้า เฮียวิศิษฎ์ เริ่มเดินหา ซักพัก ยศ เดินมาบอกสแกนไม่ผ่านเจอขวดน้ำแกะดูเป็นเหล้าของผม เอาขึ้นรถไม่ได้ผมก็บอกช่างมันเหอะทิ้งไป ทางคณะเขาเสนอว่าให้ทำเรื่องฝากไว้ กลับจากฮาร์บิน ค่อยมารับคืนนายสถานีให้ใบรับฝากมาติดตัว

มัวแต่ตื่นเต้นจะได้นั่งรถไฟความเร็วสูงเป็นครั้งแรก หาข้อมูลทำความเร็วได้ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เฮียวิศิษฎ์ แจ้งว่า ทางการจีน กำลังพัฒนาความเร็วเพิ่มอีกไม่กี่ปีเป็น 500 และ 700 ตามลำดับ

รถขบวนนี้ใช้เวลาเดินทางนานมากถึง 2 ทุ่มกว่าไม่ตรงตามที่เอกสารเที่ยวของบริษัททัวร์ทำให้ดู ตอนแรกก็ตื่นเต้นภาพวิวนอกหน้าต่างเคลื่อนไหว ตามความเร็วของรถ นั่งนานไปก็เริ่มเบื่อ อาศัยเดินไปเดินมาเพราะที่นั่งเป็นที่นั่งชั้นสอง เหมือนนั่งเครื่องบินชั้นประหยัด ด้วยความที่พอมีอายุ นั่งนานๆ จะเมื่อยมาก ถ่ายภาพนอกรถคอยดูจอ LED ความเร็วเท่าไหร่ สถานีต่อไปที่ไหน และ อุณหภูมิ ภายนอกเท่าไหร่ รถไฟเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ อากาศภายนอกก็จะเริ่มลดลงติดลบเพิ่มขึ้นตามท้องถิ่นที่ผ่าน

 

ช่วงเย็น เฮียวิศิษฐ์ เดินมาถามจะกินอะไรเพราะแกนั่งอีกโบกี้ จองเก้าอี้ติดกันไม่ทันสิ่งที่จะสั่งเป็น KFC กินในรถไฟ ผมถามว่าสั่งยังไงเพราะเราอยู่บนรถไฟ สั่งผ่านโทรศัพท์ พอถึงสถานีหน้า จะมีอาหารมาส่ง ผมไม่รู้เมืองไทยมีมั้ยแต่ผมได้ยินครั้งแรกที่นี่ ว้าวมาก พอถึงสถานีหน้ามีอาหารมาให้เรากินมื้อเย็น ผมและคณะสั่งพวกแฮมเบอร์เกอร์ น่าจะกินง่ายสะดวกสุด ได้ทั้งเนื้อและแป้งพร้อมเครื่องดื่มน้ำอัดลม

มาถึงฮาร์บิน คราวนี้แหล่ะจงเตรียมพร้อม เสื้อ ถุงมือ รองเท้าหิมะ ถุงทรายร้อน มือ เท้า ลำตัว เพราะเห็นชาวจีนที่จะลงสถานีนี้ ลงกันเกือบหมดขบวน ทั้งๆ ที่ไม่ใช่สถานีปลายทางของรถขบวนนี้ เขาก็เตรียมตัวกันเยอะมากเหมือนกัน อุณหภูมิตอนนั้นประมาณ -22 เตรียมไม่พร้อมมีป่วยกันบ้าง ถามเขาไปไหนกันคนจีนเขาก็มาเที่ยวเหมือนกันเพราะเป็นวันหยุด

คณะเราพักที่ Crowne Plaza โรงแรมเทียบเท่า Sofitel Hotel น่าจะจองไม่ได้เต็ม ก่อนถึงผมบอกทาง เฮียวิศิษฐ์ พาผมไปซื้อของกินร้านสะดวกซื้อก่อนทางผ่าน ผมไม่รู้ในโรงแรมผมสามารถหากินอะไรได้บ้าง และอีกอย่างอยากเจอบรรยากาศชาวบ้าน ร้านเล็กๆ คือจุดประสงค์หลักอีกข้อ ทุกคนคว้าของกินขบเคี้ยว ผมได้ไส้กรอกหมู เขาว่าเป็นอาหารพื้นเมืองฮาร์บิน และได้เหล้า เหล่าเจี้ยงจิ่ว มาอีก 1 ขวดตอนนั้นไม่รู้ราคาเลยเท่าไหร่ เพราะ เอ๋ ภรรยาผมเป็นคนจัดการทั้งหมด ผมให้ ไกด์เฮียวิศิษฐ์ เลือกให้ผม เอาเป็นว่าอยู่เมืองไทย โอกาศดื่มเหล้าจีนยากมากความเข้าใจเลยน้อย

เนื่องจากเป็นการเดินทางท่องเที่ยว 3 คนผมมักจะต้องพักคนเดียว ไม่ว่าประเทศไหนยกเว้นนอนญี่ปุ่นแบบ เรียวกัง นอนเสื่อจะนอน 3 คนได้ นอกนั้นก็ต้องนอนคนเดียว ค่ำคืนนั้นผมได้ของมึนเมาแล้ว น้ำดื่มขอเพิ่มจากโรงแรม แต่น้ำดื่มไม่เย็น ตู้เย็นก็ไม่เย็นแล้วเอายังไง นึกได้อย่างเดียวอากาศภายนอก เปิดหน้าต่างซึ่งทางโรงแรมเขามีระบบเซฟตี้เปิดแค่แง้มนิดหน่อยกว้างไม่เกิน 3 นิ้ว ผมเอาขวดน้ำดื่มไปมาเรียงนอนเกาะหน้าต่างไว้หลายขวด หล่นไม่ได้อยู่แล้ว ขวดใหญ่กว่าช่องหน้าต่างใช้เวลาไม่นานน้ำก็เย็น

 

 

อาบน้ำดื่มต่อคนเดียวดูช่องยูทูปในเมืองไทย โดยส่วนใหญ่จะเป็นข่าวการเมือง สามารถดูได้เพราะโรมมิ่งทางเมืองไทย แต่ถ้าใช้สัญญาณที่จีน ดูอะไรไม่ได้เลยเพราะเขาบล็อกไว้ ใช้ VPN ที่ผมซื้อไว้ก่อนมาก็ดูไม่ได้เพราะบล็อกหมด ใช้ไวไฟ โรงแรมเข้า VPN ก็ดูไม่ได้เหตุผลทางด้านความมั่นคง และการปกครองของจีน เข้าใจได้

สรุปคืนนั้นหลับ ลืมปิดหน้าต่าง -25 ดีไม่หนาวตายจากคำบอกของ ไกด์วิศิษฐ์ ตอนเช้า

บันทึกไว้ 31 ธันวาคม 2568

สาม สอเสือ