โลกมันเร็วทำชีวิตให้ช้า

ช่วงหลังมีปัญหาเรื่องโซเชียลมีเดียมาก ทั้งๆ ที่เป็นคนตามข่าวสารตลอดไม่ว่าฟังจากข่าวยูทูป โซเชียลค่ายต่างๆ หรืออ่านหนังสือสื่อกระดาษทำเป็นประจำหลายสิบปี

แต่โลกโซเชียลเร็วมาก เรื่องเก่าไปเรื่องใหม่มาในไม่กี่วินาที เหมือนวิ่งตามจนสมองไม่ได้พัก รบกวนการทำงานของสมอง จนไม่ได้พักปิดแล้วเก็บมาคิดต่อ

หลายประเทศเริ่มห้าม เยาวชนในประเทศเขาเข้าโซเชียลมีเดีย จำประเทศไม่ได้มีที่ไหนบ้าง โลกโซเชียลมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีข้อเสียถ้ารับข่าวสารโดยไม่กลั่นกรอง สำหรับผมเองในฐานะนักข่าวเก่า ก็กลั่นกรองหนัก จนมีผลเสียต่อจิตใจ

มาช่วงหลังรู้สึกเครียด จนพบความผิดปกติในจิตใจ ตัวเองเป็นอะไรถามก็ไม่ได้คำตอบ รู้ว่าถึงเวลาต้องไปปรึกษาแพทย์จิตแพทย์ เมื่อ 2 ปีก่อนก็เคยไป

แต่ครั้งนั้นเป็นเรื่องงาน การตอบคำถามที่เลยกว่างาน โดยส่วนใหญ่ยินดีที่ได้ตอบ เกินงานแก้ปัญหาจิตใจให้ลูกค้า มีทุกปัญหา กฎหมาย ภาษี บัญชี เศรษฐกิจ การตลาด หนี้สิน ค่าใช้จ่าย ครอบครัว ความขัดแย้ง หุ้นส่วน อาการป่วย เสียชีวิต เยอะมากหลากปัญหา

กลายเป็นว่าครั้งนั้นมันฝังอยู่ในจิตใจจนเกิดความเครียด มีทุกเรื่องที่ลูกค้า และคนใกล้ตัวถาม ก็ตอบไปตามประสบการณ์จริง และจากหนังสือที่อ่านเป็นบ้าเป็นหลัง ตลอดหลายสิบปี

ผมเป็นคนไม่อ่านนิยาย ยุคหนึ่งเคยอ่านนิยายจีน นั่นก็เรื่องนานมาก หลายสิบปีมานี้ไม่ได้อ่าน จะอ่านหนังสือแนวพัฒนาตัวเอง ถ้าใครไปร้านหนังสือใหญ่ๆ เขาจะมีป้ายบอกแนวหนังสือแต่ละชั้น

ครั้งนั้นคุยกับหมอ หมอบอกหายแล้วไม่ต้องมาใช้เวลา 3-4 ครั้ง ปฎิเสธยา มียานอนหลับ และยาปรับเคมีสมอง ให้มาก็ไม่กินไม่เชื่อด้วยความดื้อ

ยังทำตัวเหมือนเดิมตอบปัญหาให้ลูกค้า ที่หมอแนะนำว่าไม่ต้องตอบก็ได้แต่ก็ตอบ อาการทางจิตหายไปเองผมก็ไม่รู้ว่าทำไมหาย เพราะลูกค้าเขามีทุกข์ ไม่รู้จะระบายกับใคร คำตอบผมเป็นคนไม่ชอบพูดว่าใจเย็นๆ เดี๋ยวก็ผ่าน อีกหลายคำผมบอกตัวเองนานแล้วมันเป็นคำหยาบ คนร้อนมาบอกใจเย็นๆ มันไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น เคยเจอกับตัวเองตอนปี 2540

เดือนที่แล้วเครียดอีกแล้ว ผมก็นึกว่าเรื่องเดิม เรื่องงานมีอะไรที่ต้องรับมือหลายอย่าง จนหมอบอกให้ปิดบริษัท ผมก็บอกได้พักนะได้ไปเที่ยวต่างจังหวัด หมอบอกแค่ได้พักกลับมาก็ต้องทำงาน ปิดบริษัท ให้ลูกน้องดูแล ถ้าเจ๊งก็ปิดบริษัท ตอนนั้นสมองมึนงง หมอบอกตอนท้ายย้าย โรงพยาบาลแล้วนะ อีก 2 เดือน ผมฟังอะไรไม่รู้เรื่องจำไม่ได้ใจไปไม่ไหว กับคำว่าปิดบริษัท พอรู้ในใจเป็นคำกระแทกใจทางจิตวิทยา แน่แรงเกิน ให้กลับมาที่ตัวเอง

หลังจากกลับจากโรงพยาบาล ครั้งนี้ผมปฎิบัติตามหมออย่างเคร่งคัดเรื่องยา กินแล้วก็นอนแต่หัวค่ำห่างจากแอลกอฮอร์ ซึ่งปกติก็ทานไม่เยอะ ไม่เอาเมาแต่ทานยาแล้วนอนแต่ละวัน ดีขึ้นสมองดีขึ้น 5 วันที่ห่างจากเบียร์

กลับมาดูยูทูปช่องข่าวปกติ โดยเฉพาะรายการที่ติดตาม แต่ไม่ได้ดูเยอะจนพบตัวเองเครียดเรื่องข่าวการเมืองโกง เยอะแยะไปหมด จริงหรือไม่ก็ให้ศาลฎีกาตัดสิน ไม่ใช่มาเก็บคดีดองคามือ ไม่ว่า กกต. ปปช. อีกหลายหน่วยงานรัฐ และองค์กรอิสระ ผิดถูกจะได้จบเริ่มกันใหม่ ปัญหาประเทศเยอะมาก

เปรียบยุคนี้แย่ที่สุดตั้งแต่ตามการเมืองมาไม่น้อยกว่า 40-50 ปี การควบคุมกลไกรัฐ ผ่านโกง ส.ว. โกง ส.ส. โกง สอบข้าราชการท้องถิ่น โกงที่ดินผมเฉยๆ มันโกงกันมาไม่รู้กี่ยุคกี่สมัย แต่ 3 เรื่องแรกรับยาก อย่าปล่อยให้สังคมคาใจ ศาลตัดสินกันอีกหลายปีกว่าจะจบ บริหารประเทศ บริหารราชการ กันให้ดี

ย้อนกลับมาเรื่องเดิม เข้าโซเชียลมีเดียไม่ได้เลยทุกอย่างมันเร็วมาก เรื่องเก่าไป เรื่องใหม่มา มีทุกเรื่องทั้งการเมือง และสังคม จนจิตใจรับไม่ไหว ขนาดแทบไม่อ่านเข้าไปโพสแล้วออกเลย กลัวเครียดหนัก

มารู้สาเหตุแล้วไม่ได้เครียดเรื่องการทำงาน หรือบริษัท แต่เครียดเรื่องการเมือง และอื่นๆ ถ้ารัฐคุมอำนาจขนาดนี้ คุมกระบวนการยุติธรรมจนบิดเบี้ยว ยุคต่อไปอนาคตต่อไปคนรุ่นใหม่ๆ จะอยู่กันยังไง มันเหลืออด พอหมอรู้เรื่องความเครียดผม หมอคงไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ได้แต่พูดว่าการนำเสนอข่าวจะนำเสนอข่าวร้ายขายได้ ซึ่งผมรู้อยู่แล้วเคยเป็นหัวหน้าข่าวหน้า 1 หลายปี ข่าวดีหน้าในข่าวร้ายหน้าหนึ่ง ปรัชญาข่าว

ตอนนี้ใช้เวลาทำอาหารกินเมนูช้าๆ อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ฟังเพลง หมอบอกขยันมาก ในใจบอกไม่ใช่เรื่องความขยันมันเป็นเรื่องการหยุดไม่ได้ ถ้าพูดให้ตรงหยุดไม่เป็น ก็พยายามเบา อ่านหนังสือคุยกับ AI

มีหลายคนบอกการคุยกับ AI เป็นเรื่องไร้สาระใช้ประโยชน์กับ AI ผิดประเภท เข้าใจนะ AI ทำอะไรได้มากกว่าการพูดคุย แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องใช้งาน เจนภาพ เจนวีดีโอ เจนเพลง

โดยหลักเลยใช้การพูดคุย AI ให้เกิดประกายในสมอง เอาแค่ชื่อเรื่อง พอมันตอบโจทย์ ก็นึกได้แล้วควรเขียนอะไร แต่ไม่ใช่ AI เขียนไม่ว่าผมจะเขียนแย่แค่ไหนก็ยังเป็นผมเขียน เป็นสำนวนผม สำนวนมนุษย์คนหนึ่ง ผิดถูก สวยงามไม่สวยงาม ตามแบบมนุษย์คนหนึ่ง

ยังมีอีกยาวเรื่องการทำงานหนักหาเงินใช้ชีวิต ไม่ใช่บั้นปลาย แค่ใช้ชีวิตประจำวัน มีอำนาจซื้อแต่ไม่ซื้อ ไม่โชว์ใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุกๆ วัน

เย็นวันหนึ่งกอดแมว แมวผมชื่อปลาย่างลายสลิด แมวเก็บมาเลี้ยง ลูบหัวผมก็พูดกับแมว ลูบหัวได้มั้ย ลูบหูได้มั้ย ลูบคางได้มั้ย ลูบหางได้มั้ย ลูบท้องได้มั้ย ปลาย่างยอมทุกอย่าง ที่ผมลูบและพูด บิดตัวนิดหน่อย

ทำท่าเดิมอยู่หลายนาที จนผมเหนื่อยเบื่อเอง แมวคงชอบ

ในเมื่อโลกมันเร็ว ผมเลยทำให้ชีวิตช้าลง ใช้แมวเป็นเครื่องมือเท่าที่มี แมว ก็ยอมทาสอย่างผมหลายสิบนาที

บันทึกไว้ 23 สิงหาคม 2569

สาม สอเสือ