มองไปข้างหน้า

บอกตามตรงค่อนข้างกังวลกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ด้วยความที่อ่านเยอะ เลยกังวลเยอะจริงๆ เป็นมานานแล้วแต่เพิ่งจะมีอาการไม่มั่นใจมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2566 ปีที่แล้วพอมีเลือกตั้งใจฟูขึ้นมา เพราะอย่างน้อยการสืบทอดอำนาจหมดไปทหารเขาทำมาหากินไม่เป็น เขารู้แต่การรักษาอำนาจ

ช่วงเลือกนายกฯ ในสภาวุ่นวายจิตตกกันอีกรอบ เอายังไงดีวะค้าขายเอาไงดีวะ เจอ ส.ว. มรดกตกค้างจาก รัฐธรรมนูญ 60 ออกมาขวางการเลือกนายกฯ อีก คราวนี้สมองตะเลิด

หลังจากมีดีลเลือกกันได้ ในใจก็เสียดายโอกาส พรรคก้าวไกล จับมือกับ พรรคเพื่อไทย ตามฉันทามติประชาชน เพราะมีคนเลือกรวมกัน 24 ล้านเสียงซึ่งเยอะมาก แต่เป็นรัฐบาลร่วมกันไม่ได้อำนาจอนุรักษ์นิยมยังขวาง

ช่วงนั้นก็ทำใจครับ เอาวะอย่างน้อยพรรคเพื่อไทยขึ้นมา พรรคนี้ขึ้นชื่อในอดีตว่าค้าขายเก่ง หาเงินเก่ง โดยลืมมองไปว่าอำนาจเก่าขวางกันอยู่ แล้วรัฐมนตรีที่ร่วมกันก็มาจากการยึดอำนาจรอบที่แล้วเห็นฝีไม้ลายมือ เข้าใจหัวใจกันเลย โดยมีมาคนตั้งข้อสังเกตุคนเก่งยุคนั้นพรรคไทยรักไทย ไม่ได้อยู่ในพรรคเพื่อไทย นี่มันแถว 3 แถว 4 แต่ก็ยังใจชื้นนะ DNA น่าจะพอไปกันได้

ส่วนเรื่องดีลกันผมเองไม่ค่อยสนใจ สนใจค้าขายอย่างเดียวอยากให้เศรษฐกิจมันดี ดูแต่ละประเทศผลจากโควิด มันกระทบไปหมด สหรัฐ จีน ยุโรป คู่ค้าคู่ขาย ผมก็ไม่เชื่อในอาเซี่ยนมีประเทศไหนดี แต่อาจจะดีกว่าไทยเพราะเราติดล่มการเมืองกันมานาน

วกกลับมาเรื่องการค้าการขายดีกว่า เรื่องการเมืองปล่อยไว้อย่างนั้น ในฐานะเป็นคนบัญชี ทำงานสำนักงานบัญชี เลยได้สัมผัสกับเจ้าของกิจการ เอสเอ็มอี หลายท่านก็โทรมาบ่นเรื่องการค้าแย่ลงไปมาก โดยเฉพาะอยู่บนออนไลน์ ถึงยอดขายจะดูดีแต่ก็แลกมากับค่าโฆษณาที่ราคาบ้าเลือด กำไรหดกันหมด

ไม่รวมถึงการตัดราคากดราคาจนไม่รู้ว่าเขาทำกำไรกันได้อย่างไร เคยเรียนการตลาดเขาสอนเสมอ เรื่องการหั่นราคาสู้กันน่าจะเป็นกลยุทธ์สุดท้าย เพราะคุณจะไม่เหลือกำไร ให้หาวิธีอื่นในการสู้ น่าจะดีกว่า

แต่ยุคนี้ยุคออนไลน์ ลดราคากันหนักมาก อีกทั้งพ่อค้าจีนเข้ามาลุยกันเองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ผ่าน FTA ไทย-จีน ไม่ต้องเสียภาษีในไทยสินค้าราคาไม่เกิน 1,500 บาทถ้าจำไม่ผิด คราวนี้ยิ่งหนักขึ้นไปอีก

เพราะคนไทยกิจการไทยต้องเสียภาษีเงินได้ โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่เคยหลบเลี่ยงกันในอดีตสรรพากรก็มีเครื่องมือเครื่องไม้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดนย้อนหลังกันเยอะโดยเฉพาะบุคคลธรรมดา โอดโอยกันหนักมาก ก็ต้องเข้ามาในระบบภาษีกันมากขึ้นหาวิธีทำมาหากินกันต่อ

ผมได้บอกลูกค้าที่โทรมาหา ในยุคปัจจุบันเราต้องสร้างแบรนด์ ไปจดตราสินค้า เพราะยุคนี้บางคนไม่ได้ตัดสินใจที่ตัวผลิตภัณฑ์อย่างเดียว แบรนด์ก็มีส่วนอย่างมาก เพราะการโกงบนออนไลน์มีเยอะ สินค้าไม่ตรงปกแยะ ลูกค้าก็กลัวเสียเงินไม่ได้ของ หรือได้ของไม่ตรงปก เจ้าของกิจการดีๆ ก็เสียหายไปด้วย แต่ถ้าแบรนด์เราแข็งลูกค้าเชื่อถือ บางทีราคาอาจไม่ต้องลดด้วยซ้ำ เพื่อหนีสงครามราคา

มา 2-3 วันนี้มาอีกนักวิชาการไทยบางท่านบอกเราอยู่ในยุคต้มกบ แต่กบหนังมันหนาก็เลยยังไม่รู้สึก ผมว่ากบไม่ได้หนังหนา แต่กบเป็นใบ้พูดไม่ได้บอกไปก็ไม่ได้ยินหูทวนลม ทฤษฎีต้มกบเป็นคำของ ดร.โกร่ง อ.วีรพงษ์ รามางกูร นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง พูดไว้ก่อนท่านจะเสียชีวิตคาดการณ์เศรษฐกิจไทย จะค่อยๆ พังโดยที่เราไม่รู้สึกจะรู้ก็สายไปแล้ว เหมือนเอากบใส่น้ำเย็นแล้วลงไปต้ม น้ำจากเย็นมาอุ่นแล้วก็เดือดกว่าจะรู้ตัว กบก็ตายคาหม้อ

เคยพูดกันพรรคพวกนานแล้วเขาถามผมว่าพี่เป็นยังไงบ้าง ผมบอกชีวิตก็เหมือนข้อโซ่ มันร้อยเรียงกันปลายโซ่สั่นไหว มีหรือข้อโซ่ที่ผมอยู่จะไม่รู้สึก

เขียนเหมือนบ่น บ่น บ่น ไปอย่างนั้นไม่รู้ทำยังไง มองไปข้างหน้าหาความหวังกันต่อไป สวัสดี

บันทึกไว้ 12 มกราคม 2567

สาม สอเสือ