จิบลิ พาร์ค ไม่ค่อยประทับใจ
เช้า 29 ตุลาคม 2568 วันสุดท้ายของการท่องเที่ยว ในนาโกย่า
ไฮไลท์ของพวกเราคือ จิบบิ ปาร์ค หรือ จิบลิ พาร์ค Ghibli Park บางคนจะเรียกแตกต่างก็ไม่มีปัญหา สาเหตุที่เป็นไฮไลท์ เพราะพวกผมดูการ์ตูน อนิเมะ ของค่าย studio ghibli มานานมากเรียกว่าเสพติด ตัวผมเองชอบดูมาก ดูบ่อย ดูซ้ำ ดูหลายเรื่อง KiKi Arrietty Totoro Spirited away แล้วก็มีอีกหลายเรื่อง เอาเป็นว่าเด่นๆ ในใจ ด้วยความเป็นคนชอบดูหนังไซไฟ ชีวิต ธรรมชาติ น่ารักๆ ประเภทบู๊ล้างผลาญ หรือ หนังผี นี่ไม่ค่อยถูกรสนิยม แต่ก็ดูได้ไม่ติดแต่ไม่สนุก
สาเหตุที่ไปเที่ยวรอบนี้นี่คือเป้าหมาย แต่จองบัตรยากมาก เคยคุยกับพรรคพวก ที่เป็นพนักงานต้อนรับ อยู่สายการบินแอร์ดูไบ เขาว่าบางคนจองกัน 6 เดือนยังไม่ได้ แต่ผมอาศัยจองผ่านทัวร์ เขาน่าจะมีเอเจนซี่ อยู่ญี่ปุ่น ก็เลยพอหาบัตรให้ได้ ก่อนไปเราได้รอบ 15.00 น. ซึ่งบ่ายมากกลัวเที่ยวไม่ทันด้วยสถานที่กว้างใหญ่มาก ตามที่หาข้อมูล
ทางทัวร์แจ้งเปลี่ยนรอบให้เป็นบ่ายโมง ก็เลยเบาใจได้เที่ยวเพิ่ม แต่มีเรื่องผิดพลาดนิดหน่อย เดี๋ยวเล่าที่หลัง

เนื่องจากยังไงก็ต้องออกแต่เช้าแล้วจะไปไหนก่อนดี ต้องมีการเลื่อนเวลากันบ้าง ตกลงแวะไปเที่ยว ย่านซาคาเอะ Sakae ไปดูหอคอยตั้งตระหง่านกลางเมืองกันก่อน ชื่อว่า Sakae Station ซาคาเอะ สเตชั่น ว่ากันว่าในอดีตหอนี้มีความสำคัญคือการกระจายคลื่นโทรทัศน์ ไปทั่วเมืองปัจจุบันเห็นไกด์โกะ บอกไม่ได้ใช้เป็นหลักแล้ว ตอนนี้เปลี่ยนเป็นหอชมวิว มีร้านอาหาร เบอร์เกอรี่ จุดประสงค์หนึ่งที่ไป จะไปดูลานน้ำตื้นๆ แต่กว้าง เวลาถ่ายภาพสะท้อนจะสวยมาก ไกด์โกะ โฆษณา

ทุกอย่างพลาดหมด ฮา
เพราะเขาปิดปรับปรุง ลานน้ำมีเชือกกั้นไม่มีน้ำ ก็ไม่เป็นไรทุกอย่างผิดพลาดกันได้เที่ยวแบบนี้ อาศัยกินกาแฟขนมหวานใกล้หอคอย ซาคาเอะ สเตชั่น กินเสร็จไปไหนต่อ เพราะยังไม่ถึงเวลาคณะเราแวะไป ยูนิโคล่ ดูรูปในโทรศัพท์แจ้งพิกัดว่า นาโงยะ ผิดไปด่า Google นะผมไม่เกี่ยว ผมไปซื้อเสื้อยืดแขนยาวมาเพิ่ม เพราะไม่อยากใส่เสื้อกันหนาว ในตัวมีทั้งฮีทเทคแขนยาว (Heattech) แต่เสื้อด้านนอกคอกลมแขนสั้นสีส้มสดใส แล้วก็ไม่อยากใส่เสื้อกันหนาวเพิ่มเกะกะ ก็ถอดออกทั้งหมดอาศัย ฮีทเทค กับ เสื้อยืดแขนยาวพอ คิดว่าเอาอยู่
หลังจากซื้อเสร็จสรรพ ก็เดินทางต่อใช้เวลาน่าจะ 40 นาที มั้ง ก็มาถึง จิบบิ ปาร์ค เข้าแถวยาวมากตอนเข้า เจ้าหน้าที่ขอตรวจตั๋ว พลาดอีกรอบเพราะคนขอเปลี่ยนเวลาตั๋วเข้า อยู่กรุงเทพไม่ได้เดินทางมาด้วย เจ้าหน้าที่แจ้งว่า คนขอเปลี่ยนตั๋วต้องร่วมคณะ ไม่อย่างนั้นต้องคงเดิม บอกไกด์ ไม่เป็นไร รอเดินเล่นอยู่ด้านนอกก่อนได้หาอะไรกินกันก่อน ถึงเวลาค่อยมาเข้าแถวกันใหม่

อาหารมื้อเที่ยงก็แบบ ไปเที่ยวทั่วไปง่ายๆ ฟู้ดทรัค คณะเราขี้เกียจเลือก ผมก็กินแฮมเบอร์เกอร์เนื้อ กับ เอ๋ ภรรยาผม ส่วนไกด์โกะ กับ พลอย ไม่รู้กินอะไรจำไม่ได้ เพราะทุกคนเอาง่ายๆ กันก่อน
หลังจากได้เวลาก็ไปเข้าแถวเตรียมเข้า บอกตามตรงก่อนเข้าตื่นเต้นมาก อยากเห็นดันไปจินตนาการเหมือนดีสนีย์ ผิดคาดการจัดการไม่ดีนัก

เอาแค่ฉากแต่ละเรื่องในอนิเมะ ที่เห็นเด่นๆ ก็เรื่อง spirited away จะมีภูตไร้หน้า นั่งอยู่บนเบาะรถไฟ เป็นฉากหนึ่งใน อนิเมะ นักท่องเที่ยวเข้าแถว จะไปนั่งถ่ายภาพกับภูตไร้หน้าด้วย แถวยาวมาก ผมคิดแล้วคนที่อยากถ่ายภาพฉากเฉยๆ ไม่มีคนไม่มีสิทธิ์เลือกเลยเหรอ เพราะถ่ายภาพก็จะติดนักท่องเที่ยว เอาเป็นว่า ทุกฉากทุกเรื่อง ให้นักท่องเที่ยวไปร่วมเฟรมกับตัวการ์ตูนด้วย เพื่อถ่ายภาพ แล้วมันจะมีฉากเปล่าให้นักท่องเที่ยวถ่ายเฉยๆ มีที่ไหน บอกตามตรงผมเดินห่างเลย เข้ามาก็เย็นแล้วขืนไปยืนรอ ไม่ต้องไปเที่ยวแบบอื่นเพราะสถานที่กว้างมาก ยังใช้บริการรถบัสแมว ในเรื่อง Totoro จำไม่ได้ว่าราคาเท่าไหร่แต่ก็ไม่ถูก เจ้าหน้าที่ให้ถ่ายภาพคู่กับรถแมว แต่ไม่รู้อยู่กล้องใคร ฮา แต่ที่ฮา ไม่ออกแทนที่จะขับไปจุดเที่ยว เจ้าหน้าที่ขับพาเข้าป่าทางภูเขา เข้าใจว่ามาจากในเรื่อง แต่สถานที่ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยว คงไม่อยากมาดูต้นไม้มั้ง

อีกอย่างที่ผมเฟล แปลว่าเสียใจหรือเปล่า ตัวเอกของผม Totoro อยู่ไหน เล่าสั้นๆ Totoro ดูแล้วเหมือนกระต่ายขนฟูน่ารัก ในเรื่องเป็นเทพเจ้าแห่งป่า ไปเที่ยวญี่ปุ่นรอบที่แล้วแถวคิวชู ผมยังซื้อตุ๊กตา สูงประมาณ 40 เซ็นติเมตร มาเก็บไว้ แต่ที่นี่ไม่มีฉากให้ถ่ายภาพ เออ งง หรือว่าผมไม่เห็นเองไม่แน่ใจ
เป็นตัวละครเด่นๆ เลยนะ ด้วยความผิดหวังคราวนี้เดินด้วยความทรงจำหาย ผมเดินออกจากร้านขายของที่ระลึก ใครช้อปปิ้งก็ช้อปไป เดินหาทางออกไม่เจอ ความจำไม่มี ผมมองไปไกลนึกว่าทางออก ต้องเดินเป็นวงรอบไกลมากไม่รู้กี่สนามฟุตบอลความกว้าง เดินไปตามถนนจนไปถึงจุดที่มองเห็น ตอนนั้นมีความรู้สีกว่าทำไมภาพที่เห็นมันซ้ำ ว่าแล้วไม่ใช่ทางออกเพราะตอนเข้ามา นั่งรถบัสมาดูจุดนี้แล้ว ตอนเดินกลับ ต้องเดินวนตามถนนอีกผมว่าผมเดินเกิน 4 กิโลเมตรแน่นอน ผลตอบแทนการเดินผิดไม่ดูตาม้าตาเรือ แล้วต้องเดินเร็วด้วย เพราะอากาศเริ่มเย็นแดดเริ่มลง เดินมาถึงจุดเดิม ทันกลุ่มช้อปปิ้งเดินออกมาพอดี
เที่ยวจบแบบไม่มีอะไรจะเล่า แล้วแต่ชอบเลยครับบางคนอาจตอบโจทย์ ผมอาจจะเรื่องมากไปเองเพราะไม่โอเค การจัดการกับสถานที่กว้างมากแต่ไม่รู้จะดูอะไร
พวกเรากลับเข้าเมืองกินอาหารเพราะนัดเวลาไว้น่าจะ 18.30 น. กินปิ้งย่างส่งท้ายเมืองนาโกย่า ร้านนี้ตั้งอยู่บนอาคาร น่าจะชั้น 4 เหมือนห้างสรรพสินค้า เพราะชั้น 2-3 มีขายของเหมือนตามห้างในประเทศไทย มีทั้งหมวดเครื่องใช้ในครัวเรือน และอาหารปรุงสำเร็จในซอง เวฟกินได้เลย ถ้าจำไม่ผิดห้าง Muji ในเมืองไทยก็มีตัวแทนจำหน่าย

ก่อนกินอาหารเสร็จ ผมบอกในกลุ่มว่าจะเดินกลับนะเพราะดูจาก GPS แล้วแค่ 3 กิโลกว่าๆ ไม่ไกล จุดประสงค์ต้องการเดินเล่นเก็บบรรยากาศยามค่ำคืน แวะร้านสะดวกซื้อ จะซื้อเบียร์ติดมาดื่มที่ห้อง ในเป้ผมจะมีย่ามพับที่ติดมาจากเมืองไทย เวลาซื้อของเดี๋ยวนี้เขาไม่ให้ถุงญี่ปุ่นก็เช่นกัน ผมแวะ family mart อยู่ตามซอยแถวนั้น เนื่องจากใน สมาร์ท วอร์ท มันจะลิงค์กับโทรศัพท์ เวลาเปิด GPS สามารถมองที่นาฬิกาได้เลย โทรศัพท์ก็เก็บใส่กระเป๋า เวลาเดินนี่ GPS จะพาเข้าซอยอย่างเดียวเพราะตั้งว่าเดินทางด้วยเท้า ซอยมืดเปลี่ยวแผนที่พาเดินแหลก โรงแรมอยู่นอกเมืองใกล้ทางรถไฟ เห็นรางรถไฟที่ยกสูงหลายราง เวลาอยู่บนห้องพัก การเดินในที่เปลี่ยวผมไม่กลัว เพราะเชื่อความปลอดภัยแบบญี่ปุ่น มืดเงียบเฉยๆ มาก ยิ่งเรื่องผีไม่มีอะไรอยู่ในหัว ผมยิ่งสนุกกับการเดิน

มาถึงโรงแรมพร้อมเบียร์ 5 กระป๋องใหญ่ ดื่มไปเรื่อยๆ พอถึงหน้าตึกโรงแรม นาโกย่า ปริ้นซ์ โฮเทล สกาย ทาวเวอร์ ซึ่งมืดมาก ผมนั่งอยู่นอกอาคาร ถือโอกาส วีดิโอคอล หาพรรคพวกที่อุบล คุยกันนานมากมืดมากรอรถคณะเมื่อไหร่จะกลับถึง
เป็นการเสร็จภาระกิจ น่าจะเรียกวันสุดท้ายได้ ส่วนวันรุ่งขึ้นคงไม่เขียนถึง เพราะเป็นการเดินทางกลับเมืองไทย ช่วงเช้า 11.00 น.เวลาท้องถิ่น ที่สนามบินนานาชาติชูบุเซนแทรร์ เมืองนาโกย่า สวัสดี
บันทึกไว้ 10 พฤศจิกายน 2568
สาม สอเสือ
