ท่องเที่ยว วันที่ 28 ธันวาคม 2565

สองจิตสองใจจะเขียนต่อมั้ย เพราะการเขียนเรื่องอดีตมันมีความยาก ใช้ความทรงจำและภาพเก่าล้วน โดยเฉพาะตามเมืองต่างๆ มีความเปลี่ยนแปลงเป็นพลวัตรเมืองตามปกติ แต่ไปรับปากตัวเองไว้แล้วว่าจะเขียน แล้วก็เขียนไปแล้ว 1 ตอนเอาไงวะ ต้องไปต่อ

เช้าคณะเราออกจากโรงแรมในเมืองซากะ เพื่อเดินทางต่อไปนอนอีกเมือง ดูตามโปรแกรมท่องเที่ยวที่เป็นกระดาษเคยปริ้นท์ไว้ น่าจะเรียงลำดับผิด อาศัยดูภาพถ่ายในโทรศัพท์ บอกวันเวลาและสถานที่ไว้ เริ่มเช้าวันใหม่หลังจากกินอาหารเช้าที่โรงแรม เราเดินทางมาที่ ศาลเจ้ายูโทคุอินาริ Yutoku inari shrine ซึ่งอยู่ใน คาชิมะ Kashima เมืองซากะ ดูตามเวลา 10 โมงกว่าๆ เวลาท้องถิ่น มีตลาดเล็กๆ ตามทางเดินเอกลักษณ์ของศาลเจ้า หรือวัดญี่ปุ่น ก็คือ เสาโทโรอิ ผมคงไม่ลงรายละเอียดสายวัตถุมงคล เพราะความเข้าใจน้อยมาก แต่ในศาลเจ้าจะมีเครื่องรางขาย ผมไม่รู้ว่า เอ๋ แฟนผมซื้อมามั้ย เพราะไม่ได้เชื่อเหมือนกัน ถ้าซื้อก็ถือเป็นของที่ระลึกสถานที่เท่านั้น ส่วนขนมตามทางเดินคงซื้อแน่ๆ เพราะต้องรู้ให้ได้เขาขายขนมอะไรอร่อยมั้ย

 

ประมาณเที่ยงกว่าพวกเราเดินทางมาถึง เฮาส์เทนบอช Huis Ten Bosch เป็นสวนสนุกใน นางาซากิ เขาว่ามาอย่างนั้น สถานที่นี้มันผสมกัน นอกจากสวนสนุกที่โชว์แสงไฟจาก LED ในห้องมืด ซึ่งสวยมากเล่นกับแอพในมือถือได้ เป็นภาพสัตว์ ทิวทัศน์ต้นไม้ภูเขา เคลื่อนไหวแสงสีสวยงามในจินตนาการ นอกนั้นที่น่าตื่นเต้นสำหรับคนที่ชอบเดินชมธรรมชาติ จะเป็นเรื่องของทัศนียภาพ ทั้งวิว และสิ่งก่อสร้าง คล้ายกับสถานที่ท่องเที่ยวแบบแถวเขาใหญ่ประเทศไทย จำลองเมืองในกรุงโรม แต่ที่นี่เหมือนยก สวนในเนเธอร์แลนด์ กังหันลม และสวนดอกทิวลิป สวยเหมาะไว้ถ่ายภาพเก็บไว้ มีเพจแนะนำทัวร์ตามเว็บไซต์ บอกว่าจะมีการเปลี่ยนดอกไม้ตามฤดูกาล

 

 

ส่วนของเครื่องเล่นจำได้นิดหน่อยว่าเป็นการนั่งคล้ายรถไฟเหาะ วิ่งในอุโมงค์รู้ว่าเร็วมากใส่ VR พร้อมกับเครื่องเล่น ความเร็วว่ากันว่า 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตามโฆษณา ถึงหรือไม่ ไม่รู้จำความรู้สึกไม่ได้ ถึงจำความรู้สึกได้ก็ไม่รู้ความเร็ว เพราะไม่มีอะไรวัด

อีกจุดหนึ่งก็คือการขึ้นหอสูงดูวิว มีทั้งท่าเรือท่องเที่ยว และวิวทะเล ขึ้นไปกี่ชั้นสูงสุดมองภาพผ่านกระจก แต่ในโทรศัพท์ไม่เห็นรูปคงไม่ได้ถ่ายเก็บไว้ แต่ก็สวยระดับหนึ่ง สำหรับคนที่ยังไม่เคยผ่านบรรยากาศวิวสูง ตึกสูงติดทะเล แบบนั้น

นอกนั้นตามทางเดินเหมือนจำลอง บางประเทศในยุโรปมาให้ถ่ายภาพสวยๆ อากาศเย็นๆ บรรยากาศใกล้สิ้นปี ดอกไม้สวยสิ่งก่อสร้างเลียนแบบยุโรป สวยไปอีกแบบ

 

ไฮไลท์ของตัวผมเอง เป็นสวนสันติภาพ ในเมืองนางาซากิ พวกเราถึงเวลา 17.00 น. โดยประมาณ เนื่องจากตอนเด็กๆ ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับสงครามโลก ครั้งที่ 2 และผลกระทบจากนิวเคลียร์ เยอะมากโดยเฉพาะญี่ปุุ่น กเห็นความโหดร้าย ของสงครามและผลกระทบจากแรงระเบิดนิวเคลียร์ ผมเข้าใจได้เป็นการยุติสงครามที่ยืดยื้อยาวนาน มีคนตายหลายล้านคน ทั้งในยุโรป และเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นมีผลทางการเมืองมาก เพราะกษัตริย์ยุคนั้นก็ล่าเมืองขึ้นเหมือนกัน เป็นเหตุผลทางการเมืองไม่ว่ากันจบกันแค่นั้น ใจจริงๆ ผมนึกว่า

 

ภาพจากอินเตอร์เน็ต

อนุสาวรีย์ ซาดาโกะ ซาซากิ อยู่ที่นี่อยากเห็น เพราะตอนเด็กๆ เคยอ่านหนังสือเรื่องราวของ เด็กหญิงซาดาโกะ ที่เจอพิษของรังสีนิวเคลียร์เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว และมีการพับนกกระเรียนเพื่อต่อชีวิตตามความเชื่อ แต่ก็เสียชีวิตในวัยเยาว์ ตอนนั้นอ่านแล้วรู้สึกแย่ มนุษย์ กระทำกับ มนุษย์ ด้วยกันได้ขนาดนี้ แล้วนี่เด็กเป็นผลของสงครามที่ผู้ใหญ่ทำกัน เพื่ออำนาจ

ตอนที่กำลังเขียน ผมนึกย้อนที่อ่านยังน้ำตาซึม อยากเห็นอยากมาเคารพอนุสาวรีย์ ไกด์ปอ บอกว่าอนุสาวรีย์นั้น อยู่ ฮิโรชิม่า ไม่ใช่นางาซากิ ผมยังเสียดายบอกตัวเองมีโอกาสจะไปซักครั้ง ไปเคารพอนุสาวรีย์คนธรรมดา เด็กสาวธรรมดา คนหนึ่งที่ต้องป่วยจากพิษสงครามที่ผู้ใหญ่สร้างไว้

แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะ นางาซากิ ก็เจอพิษของนิวเคลียร์สมัยส่งครามโลกทั้งที่ 2 น่าจะมากกว่าและเป็นลูกที่สอง ต่อจาก ฮิโรชิม่า ทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม ผมไม่ได้กลับไปอ่านเขียนจากความทรงจำ จำได้ว่าใน นางาซากิ เรียกว่าแผ่นดินหายไปในทะเลเลยเพราะแรงระเบิด

อย่างน้อยผมก็ได้ไปเห็นในพิพิธภัณฑ์ ภาพถ่ายและ วัตถุอุปกรณ์หลายอย่างที่เสียหายอย่างหนักจากแรงระเบิดครั้งนั้น ความร้อนจาก ระเบิดนิวเคลียร์ ที่ละลายทุกอย่าง ถ้าจำไม่ผิดมีหินหรือดินไม่แน่ใจห่อหุ้มลักษณะเหมือนร่างกายมนุษย์ ที่กำลังคลานอยู่แต่ภาพที่อธิบาย ในนั้นเหลืออะไรแล้วคนแทบจะระเหิดออกไปของแข็งกลายเป็นไอ ผมมองภายนอกเป็นเหมือนหินที่มีโครงสร้างเป็นคนกำลังคลานอยู่

 

เรื่องราวอนุสาวรีย์สันติภาพ ที่ผมถ่ายภาพด้วย ผมลองไปค้นด้วย AI ได้ความว่า

รูปปั้นในสวนสันติภาพนางาซากิคือ รูปปั้นอนุสาวรีย์แห่งสันติภาพ (Peace Statue) ซึ่งเป็นรูปปั้นโลหะสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ สูง 9.7 เมตร เป็นสัญลักษณ์แห่งความปรารถนาสันติภาพ และคำปฏิญาณว่าสงครามจะไม่เกิดขึ้นอีก
มือขวา: ชี้ขึ้นฟ้าเพื่อเป็นสัญลักษณ์เตือนถึงภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์
มือซ้าย: เหยียดออกในแนวนอนเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ
ดวงตา: หลับตาลงอย่างสงบเพื่อสวดภาวนาให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อระเบิดปรมาณู
รูปปั้นนี้ถูกสร้างขึ้นโดยประติมากรชื่อ เซโบ คิตามูระ และตั้งอยู่ใจกลางสวนสาธารณะ ซึ่งมีพิธีรำลึกถึงสันติภาพจัดขึ้นทุกปีในวันที่ 9 สิงหาคม

หยุดเรื่องดราม่า ไปกินอาหารเย็นเป็นร้านอาหารแบบญี่ปุ่น ในเมืองเป็นอาหารสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ผมไม่ค่อยถูกปากเพราะความเค้มของซอส ในไทยอร่อยกว่าหรือผมกินไม่เป็นก็ไม่รู้ ส่วนที่พักคืนนี้เราพักที่ The Global view เรื่องที่พักถือว่าดีมาก แต่ไม่ได้ถ่ายเก็บไว้ เพราะตอนนั้นผมจะเดินเที่ยวอีกแล้ว มาถึงที่พักก็ดึก อยากรู้ว่าแถวนั้นมีอะไรบ้าง รู้ว่าตอนนั้นเงียบมากเหมือนมีก่อสร้างอะไรซักอย่าง ผมเดินไปกับหลานพลอย 2 คน เดินไปเรื่อย ไปเจอสถานีรถไฟ นาซากิ เห็นแต่ป้ายชื่อสถานีเหมือนเป็นพลาซ่า กำลังก่อสร้างน่าจะที่จอดรถ ในอาคารมีคนเล่นเปียโน ดนตรีเปิดหมวกเล่นเพราะมาก ดูอย่างชื่นชม

 

 

 

 

เดินเลาะไปตามซอกซอยดื่มถือเบียร์ติดมือ และซื้อติดกลับมากินที่ห้องด้วย ผมว่าเดินเอาหลายกิโลเหมือนกัน แต่ไม่เหนื่อยเพราะอากาศเย็น ใกล้สิ้นปี และเป็นการเดินแบบไม่เร่งร้อน เห็นบ่อนคาซิโนเล็กๆ เรียกแบบนั้นได้มั้ย มองเข้าไปเป็นตู้หยอดเหรียญ พวกตู้สล็อต ไม่รู้ว่ามีโต๊ะไพ่มั้ยเพราะมองผ่านๆ ไม่ได้เข้าไปเพราะไม่รู้จะเข้าไปทำไม ไม่ได้มาเล่นการพนัน มาดูบรรยากาศเมือง และดื่มเบียร์ฆ่าเวลา ยังถ่ายฝาท่อระบายน้ำของเมืองมาหลายท่อ ผมว่าสวยดีแปลกตา เห็นว่ายุคนี้ในกรุงเทพผู้ว่าฯ ชัชชาติ ก็จะทำเหมือนกันไม่แน่ใจว่าถนนเส้นไหนเสร็จหรือไม่ ไม่ได้ตามข่าว

 

เดินกลับที่พักก็หมดวันพรุ่งนี้ไปไหนต่อเดี๋ยวว่ากัน แต่ต้องขอภัยภาพที่ถ่ายเป็นภาพเกือบ 3 ปีแล้วเข้าไปดู Google Maps มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเยอะ สวัสดี

บันทึกไว้ 21 พฤศจิกายน 2568

สาม สอเสือ