น้ำพุร้อนหลากสี เข้าเมืองใหญ่มองท้องถนน
ท่องเที่ยว วันที่ 30 ธันวาคม 2565
เข้ามาถึงกลางทาง ของการท่องเที่ยวสิ้นปี ทุกอย่างแพงหมดอ้าวก็ไม่รู้นิ แต่ต้องการบรรยากาศฉลองปีใหม่ของชาวญี่ปุ่น ยิ่งใหญ่แค่ไหน ตามปีปฎิทินคริสศักราช 2022 โลกเพิ่งผ่านโควิด มาได้ 3 ปี หลังจากการระบาดในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ปลายปี 2019 โลกก็รับรู้ความรุนแรงของโควิด ปี 2020 นั่นคือสาเหตุที่มาญี่ปุ่นแล้วยังได้ไม่เต็มที่ เพราะโควิดยังวนเวียนในหลายประเทศ
หลังจากทานอาหารเช้าที่โรงแรมเสร็จ คณะเรามีนัดเวลา 9.00 น. เพื่อเดินทางท่องเที่ยวต่อ แล้วย้ายเมืองนอน ไปอีกเมือง โปรแกรมทัวร์พาคณะผมมาที่ บ่อน้ำพุร้อน จิโกกุ เมกุริ (Jigoku Meguri) ในเมืองโออิตะ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองบ่อน้ำร้อน กลางเมืองเต็มไปด้วยไอน้ำกันทั้งเมือง สถานที่ท่องเที่ยวน้ำพุร้อน อ่านคร่าวๆ มีอยู่ 8 บ่อ ตามเอกสารทัวร์ ผมบอกไกด์ขอมาดูเฉยๆ คงไม่ต้องไปดูทุกบ่อจะเสียเวลามาก เอาแค่ปากทางเข้า จะมีคณะตัวมาสคอตมาร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกว่ามาถึงแล้ว

ผมว่าสถานที่ท่องเที่ยวของญี่ปุ่น มักจะอินไปทางเรื่องศาสนา หรือศาลเจ้า เพราะจะเห็นเสาโทริอิ อาจจะไม่ใหญ่มาก เพื่อให้คณะท่องเที่ยวไปถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

ด้านหน้าของน้ำพุร้อน จิโกกุ เมกุริ จะเป็นบ่อน้ำพุร้อน อยู่ 3 บ่อ คามาโดะ จิโกกุ สีแดง ทัตสึมากิ จิโกกุ สีฟ้า ชิราอิเกะ จิโกกุ สีขาว อุณหภูมิน้ำพุเท่าไหร่ไปค้นในอินเตอร์เน็ตกันเอง มีบอก



สวยแบบแปลกตา ผมเองเที่ยวน้ำพุร้อนในเมืองไทยบ่อย ไม่ว่าเหนือ กลาง ใต้ ไม่เคยเห็นสีแบบนี้ หรือว่ามีไม่เคยเห็น สีสันน้ำในบ่อน้ำพุ ทำให้เกิดจินตนาการมากมาย ทำไม อีกสิ่งที่สวยแปลกตาสำหรับคนไทยเมืองร้อน เพราะญี่ปุ่นช่วงใกล้สิ้นปี เป็นฤดูหนาว อากาศเย็นมาก บ่อน้ำพุร้อนเมื่อสัมผัสกับอากาศเย็น ทำให้เกิดไอน้ำไปทั่ว ไม่รวมที่ปะทุขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้สวยงามยิ่งนัก บรรกาศเลยอบอวนไปด้วยไอน้ำเต็มอาณาบริเวณ โดยลมพัดเบาๆ ก็ลอยไปแล้วก็เกิดขึ้นใหม่ ไอน้ำจากการปะทุของความร้อนใต้พื้นพิภพ แทบจะเข้าใจได้ญี่ปุ่นบางเมืองเต็มไปด้วยภูเขาไฟ ที่ยังสงบอยู่แต่ยังไม่สนิท ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดภูเขาไฟระเบิด เป็นภัยพิบัติเมื่อไหร่ ถ้าไม่เกิดเลยสงบแต่ไม่ดับสนิท ความร้อนใต้พิภพพวยพุ่งออกมาแบบนั้นทุกวัน จะสวยมากและเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวได้อย่างดี

ระหว่างทางก็ถ่ายภาพข้างทางมากมาย มีภาพสวยๆ เยอะโดยเฉพาะภาพบ้านญี่ปุ่น ในชนบทสวยมาก หลังคากระเบื้องเคลือบ เป็นความชอบส่วนตัวมั้ง

หลังจากได้ภาพเรียบร้อย คณะเราเดินทางต่อไป เมืองยูฟุอิน Yufuin หมู่บ้านยูฟุอินฟลอรัล Yufuin Floral ไม่ไกลนัก 11 โมงกว่าคณะเราก็มาถึง จะเป็นลักษณะปาร์คไม่ใช่หมู่บ้านซะทีเดียว เป็นร้านขายของที่ระลึก ทรงบ้านจะเลียนแบบบ้านยุคโบราณของอังกฤษ บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้คนมาจับจ่าย คณะผมเองยังได้ ตุ๊กตาโทโทโร่ อนิเมะชื่อดังของญี่ปุ่น และของฝากเมืองไทยอีกหลายชิ้นจากที่นี่ โดยส่วนใหญ่จะเป็นตุ๊กตา แม็กเน็ตติดตู้เย็น ลายหรือสกรีนอนิเมะของญี่ปุ่น รวมทั้งตุ๊กตาการ์ตูนของ ดีสนีย์ ที่คนรู้จักกันทั่วโลก ถ้าใครเคยไปท่องเที่ยวเขาใหญ่ จะมีหมู่บ้านขายสินค้าลักษณะแบบนี้เช่นที่ ปาลิโอเขาใหญ่ เลียนแบบหมู่บ้านในอิตาลี ไปล่าสุดกี่ปีแล้วจำไม่ได้ สถานที่แล้วปิดไปแล้ว

ออกจาก หมู่บ้านยูฟุอินฟลอรัล Yufuin Floral ในกำหนดการต้องไปแถวทะเลสาบ เพราะต้องไปหาอะไรกิน อาหารเที่ยงบริเวณนั้น เป็นร้านอาหารไม่ใหญ่มากริมทะเลสาบ มีฉากหลังเป็นภูเขา ตอนนั้นบอกตามตรงไม่รู้ว่าเป็นทะเลสาบ เพิ่งมารู้ไม่นานมานี้ เหมือนกินอาหารอยู่แถวชานเมือง ถนนเล็กๆ ริมน้ำไม่มีนักท่องเที่ยว แต่บรรยากาศดีมาก ผมนี่เดินดูบ้านคนแถวนั้นหลังจากกินเสร็จคนเดียวก่อน บ้านสไตล์ญี่ปุ่นหลังคากระเบื้องเคลือบเหมือนเดิม สวยๆ ผมไม่ได้ถ่ายเพราะบ้านผู้คน กลัวไปละเมิดเขา ได้มาแค่ทะเลสาบ ร้านอาหาร และอาหารบนโต๊ะมื้อนั้น



คนเมืองร้อนเจออากาศเย็นๆ สิ้นปีอะไรๆ ก็ดูดีหมดแม้แต่ไปดอยทางภาคเหนือก็สวยเชื่อผมเหอะ
กินอาหารเสร็จคราวนี้เดินทางเข้าเมืองฟูกุโอกะ 3 คืนสุดท้ายคณะเราจะพักที่นี่ไม่ย้ายไปเมืองอื่นแล้ว ทางผ่านตามโปรแกรมทัวร์ให้แวะซื้อของแบรนด์ที่ โทสุพรีเมี่ยมเอ้าท์เล็ต Tosu Premium Outlets อยู่เมืองซากะ ซึ่งไม่ห่างจากกลางเมืองฟูกุโอกะมากนัก ซื้อเยอะมั้ยคงไม่เพราะสินค้าแบรนด์ราคาสินค้าค่อนข้างสูง ผมเองเป็นคนไม่ค่อยแบรนด์อะไรกับใคร แต่ยังอุตส่าห์ ซื้อกระเป๋าหนัง แบ็คแพ็คใบใหญ่ ของ Coach มา 1 ใบๆ สีดำ จนถึงวันนี้ยังไม่ได้ใช้เลยซักครั้ง มันพรีเมี่ยมไป ไม่กล้าบอกราคา เว่อร์
ใช้กระเป๋าเป้ผ้าใบไนล่อนเหมือนเดิมดีแล้ว ไม่ต้องกังวลสกปรก ดำก็เอาไปซักขาดก็ไม่เสียดาย
โดยส่วนใหญ่จะไปดูเครื่องครัวมากกว่า เขาขายอะไรเพราะเป็นคนชอบทำครัว ไม่เก่งแต่ชอบโดยเฉพาะมีดครัวแบบญี่ปุ่น ชอบมากแต่ไม่กล้าซื้อเพราะราคาสูงตอนนั้น นั่งคิดโอกาสใช้มีดญี่ปุ่นกับพวกปลาดิบบ่อยมั้ย ก็คงไม่ ก็เลยชั่งใจยังไม่ซื้อ
คืนนี้คณะเราพักที่โรงแรม Grand Hyatt Fukuoka เป็นโรงแรมกลางเมืองฟุกุโอกะ ตรงข้ามมีสวนสาธารณะ ด้านข้างติดกับ Canal City Hakata ช้อปปิ้งมอลล์ขนาดใหญ่ใจกลางเมือง พอเป็นโรงแรมใหญ่เขาจะไม่ให้พัก 3 คนผมเลยต้องพักคนเดียว 1 ห้อง ส่วนแฟนผม เอ๋ กับหลาน พลอย พักด้วยกัน อาหารน่าจะไปทานอีกที่เพราะมีนัดกับ หมอเมย์ เป็นหมอข้าราชการระดับรองผู้อำนวยการ แต่ไม่บอกโรงพยาบาลรัฐไหนในกรุงเทพ พอดีหมอเมย์ มาเที่ยวฟุกุโอกะเช่นเดียวกัน เพราะพี่สาวหมอแต่งงานกับคนญี่ปุ่น อาศัยทั้งในไทย และญี่ปุ่น ส่วนแฟนเขาก็อยู่ที่ญี่ปุ่นเลย ลูกๆ ก็อยู่ที่ฟุกุโอกะ กลับเมืองไทยบ้างพูดได้ทั้งญี่ปุ่น ไทย

มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก อยู่ในกรุงเทพฯ โอกาสเจอกันก็น้อยมาก ถ้าผมไม่สบายเป็นไข้ถึงจะได้เจอ เพราะหมอเมย์ เปิดคลีนิคใกล้ที่สำนักงานผม แต่ไม่ป่วยก็ไม่ไป แต่รู้จักกันดีมากนานมากโดยเฉพาะ เอ๋ จะสนิทกับ หมอเมย์มาก พอไปญี่ปุ่นแล้วเป็นเมืองที่ผมไปเที่ยวและพัก 3 คืนสุดท้ายด้วย แล้วเจอกันเหมาะเจาะพอดีจริงๆ
หลังจากทานอาหาร เป็นร้านอาหารไทยเจ้าของคนไทย เสร็จ มื้อนี้ ไกด์ปอ ร่วมทานอาหารด้วย กินเสร็จก็กลับโรงแรมที่พัก คราวนี้เป็นเรื่องความชอบส่วนตัวคึอเดินดูเมือง โดยเฉพาะร้านอาหารรถเข็นเรียก ยาไต (Yatai) เรียกว่าขึ้นชื่อในเมืองฟุกุโอกะ โดยเฉพาะย่านนาคาสุ (Nakasu) อยู่ใกล้โรงแรมที่พัก
ไม่นึกว่าคนจะเยอะมากเดินไปกับ พลอย กะจะได้นั่งกินได้รูปบ้างไม่ไหวรอคิวยาวมากเลยไม่รอเดินเลยไป ร้านเปิดไม่ค่อยเยอะ แต่ละร้านที่เปิดคนต่อคิวยาว เลยตัดสินใจเอาแค่บรรยากาศเดินผ่านไปเฉยๆ เดินไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดหมาย
มีบริเวณถนนมืดสุดๆ ด้านซ้ายบ้านคน แต่ด้านขวา มองไม่ออกว่าเป็นอะไรไม่มีแสงไฟ เข้าใจว่าจะเป็นสวนสาธารณะ ถนนด้านข้างมืดมากผมกับพลอย ก็เดินเข้าไปกะว่าจะออกไปอีกถนน น่าจะหลายร้อยเมตรจนมาถึงถนนอีกเส้นสว่างขึ้น หลังจากนั้นใช้โทรศัพท์ดู GPS ว่าโรงแรมที่พักจะเดินไปทางไหน เดินไปจนถึงสวนสาธารณะมีคนญี่ปุ่นเหมือนเล่นเครื่องเล่นกันอยู่ ไม่ถึงกับพลุกพล่านมีหนุ่มวัยรุ่นญี่ปุ่น เข้ามาเกาะแกะหลานผม ผมพูดภาษาอังกฤษใส่อย่ามายุ่ง ไม่ใช่สิ่งที่คุณคิด ดูเด็กหนุ่มนั่นหัวเสีย แล้วก็เดินออกไป ผมก็เดินออกจากสวนสาธารณะ เข้าไปในถนนที่มีคนพลุกพล่านเต็มไปด้วยผู้คน ชั่วโมงนั้นแวะร้านสะดวกซื้อ เหน็บเบียร์ดื่มกินเดินไปเรื่อยๆ

จนถึงโรงแรมที่พัก บอกได้เลยมีสิ่งที่ทำน่าอายแต่ไม่เล่า เพราะปวดฉี่มาก แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเข้าห้องน้ำที่ไหน ถ้าเป็นเมืองไทยผมคงยืนแอ่น ต่างบ้านต่างเมืองน่าเกลียดมากไม่กล้าทำ ยิ่งคนญี่ปุ่นระเบียบวินัยค่อนข้างเยอะ ผ่านการปวดฉี่ไปได้ ก็เดินกลับโรงแรมที่พัก ท่ามกลางบรรยากาศเย็นและแห้ง ให้เดากันเองว่าฉี่ทำยังไง
คืนนั้นเรียกว่าเข็ด รีบขึ้นห้องอาบน้ำเปลี่ยนชุดที่แห้งสนิท แล้วลงมานั่งเล่นที่หน้าโรงแรมคนเดียวเหมือนเดิม ดูบรรยากาศรอบข้าง ที่พักกลางเมืองฟุกุโอกะ
สวัสดีคืนก่อนส่งท้ายปีเก่า 2565 ปีเสือ
บันทึกไว้ 28 พฤศจิกายน 2568
สาม สอเสือ
