ฮาร์บิน -25 แมลงทอด มือที่ต้องแลกกับภาพถ่าย

ตื่นเช้า 6 โมงกว่า ท่ามกลางอากาศภายนอกที่หนาวเหน็บ บอกทางไกด์ ไม่ต้องออกเช้ามากนักไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องรีบใช้ชีวิตสบายๆ มาพักผ่อนท่องเที่ยว หันไปมองหน้าต่างที่ลืมปิดความเดิมตอนที่แล้ว ดีไม่หนาวตายทุกขวดน้ำดื่มเป็นน้ำแข็งเหมือนแช่ช่องฟรีซ ภาพภายนอกสวยงาม แบบฉบับหนุ่มเมืองร้อน ไม่เคยเห็นบนหลังมีหิมะเกาะอยู่

ถามไกด์เหมือนกัน หิมะ มาจากไหน ไกด์แจ้งว่าก่อนที่พวกเราจะมาถึง หิมะ ตกเมื่อ 2-3 วันก่อนแล้วอุณหภูมิก็ลงไปอีก ติดลบเพิ่มขึ้นหิมะที่เกาะ จะไม่ละลาย ตามพื้นลานหญ้าข้างโรงแรมก็คือ หิมะ เก่าปกคลุมส่วนถนนเจ้าหน้าที่จะกวาดออกหมด เพราะจะอันตรายในการขับขี่

ทานอาหารเช้าในโรงแรมจำไม่ได้ว่ากินอะไร แต่ไม่อร่อยไม่ถูกลิ้นตามสไตล์ผม ต้องเอาน้ำพริกนรกที่เตรียมมาจากไทยทั้งโรยข้าว จิ้มอาหารเกือบทุกอย่าง อย่างน้อยมีรสเผ็ด กลิ่นน้ำปลา ซึ่งผมเอามาดัดแปลงโดยใช้น้ำปลาผง ที่ซื้อในออนไลน์ในไทย ผมยังนึกอิจฉาคนที่กินง่าย อยู่เมืองไทยก็เหมือนกินง่ายกินได้หมด พอไปต่างบ้านต่างเมือง ข้าวเปล่าไข่ต้ม ผัดผัก แฮม ไส้กรอก โรยน้ำพริกนรกกินกับผักสลัดไม่ต้องราดน้ำ ก็ถือว่ารอดแล้วมื้อนี้

คณะเราออกเดินทางสตาร์ท 9 โมงกว่าไม่ดูเวลาเป๊ะ พบบุคคลท่านใหม่ ไกด์สาวท้องถิ่น เป็นลูกน้องของเฮียวิศิษฎ์ ผมเองไม่ได้ถามชื่อ ฟังก็ไม่เข้าใจ เพราะไกด์สาวพูดได้แต่จีน ไกด์จีน คุยกับ ไกด์จีน (เฮียวิศิษฎ์) แปลเป็นไทยให้ผมฟังไกด์สาวพูดเก่งมาก ก็พยายามอธิบายว่าต้องใช้ชีวิตยังไง อะไรต้องระวังเพราะความเป็นเมืองน้ำแข็งเย็นจัด เอาแค่กระจกรถตู้เวลาต้องการมองข้างทาง หลานพลอยก็พยายามเช็ดให้มองชัด ไกด์เตือนว่าอย่าใช้นิ้วแตะกระจกนาน นิ้วจะติดบาดเจ็บได้ ตอนนั้นผมนึกถึงวิชาวิทยาศาสร์ ทันทีคือ น้ำแข็งแห้ง คาร์บอนไดออกไซด์ (\(CO_{2}\)) ในสถานะของแข็ง อาจารย์วิทยาศาสตร์มักเตือน อย่าหยิบน้ำแข็งแห้งมือเปล่า เพราะจะติดมือทำให้บาดเจ็บได้

จุดแรกที่นักท่องเที่ยวต้องไปเยือน โบสถ์เซนต์โซเฟีย (Saint Sophia Cathedral) โด่งดังที่สุดในฮาร์บิน เป็นโบสถ์ออร์โธดอกซ์ สถาปัตยกรรมไบแซนไทน์แบบรัสเซีย เดิมฮาร์บินเป็นของรัสเซีย สร้างเมื่อปี ค.ศ.1907 ส่วนประวัติศาสตร์อื่นๆ ไปหากันเองบนอินเตอร์เน็ตเยอะมาก เป็นจุดขายของเมือง และน่าจะเป็นศิลปะเดียวที่เก่าแก่ นอกนั้นเป็นการสร้างขึ้นมาใหม่ตึกสูงระฟ้าเต็มเมือง ผมชอบเปรียบเปรยเมืองพลาสติก แต่ก็ไม่ว่ากันเมืองที่จุดขายความเย็น ก็ต้องสร้างจุดขายเพิ่มขึ้น สร้างนิยามเมืองขึ้นมาใหม่ บังเอิญตัวผมมาทางสายธรรมชาติ ก็เลยเฉยๆ

แวะถ่ายภาพไม่นานเพราะอากาศเย็นมาก มือไม้ถ้าออกจากถุงมือป้องกันพร้อมทรายร้อนเพื่อถ่ายภาพเจ็บปวดมาก ไกด์ท้องถิ่น แจ้งทางเฮียวิศิษฎ์พาพวกผมไปซื้อ แมสผ้าครอบจมูกปากเดี๋ยวจะไม่สบาย ก็ซื้อร้านแผงลอยตรงนั้น ใช้ได้จริงไม่หลอกตา ไม่เหมือนของที่ส่งมาขายในไทย ต้องเช็คคุณภาพให้ดี ตัวผมไม่ค่อยได้ใส่มักจะลืม จนเลือดออกจมูกออกหู เลือดออกจมูกมีข้อมูลอยู่แล้วเคยอ่านเจอ เส้นเลือดฝอยแตกเข้าใจอยู่ แต่เลือดออกหู เพิ่งมารู้ข้อมูลหลังกลับเมืองไทย เอ๋ ภรรยาผมคุยกับหมอที่ดูแลสุขภาพประจำ ถามหมอขอความรู้ หมอบอกเส้นเลือดฝอยในหูก็แตกเช่นกัน ตอนนั้นผมนึกว่าหูไปโดนอะไรอาบน้ำ น้ำเข้าหูเหรอ ถึงได้อักเสบ ฮูทเสื้อหนาวก็เอาไม่อยู่ต้องใช้ที่ปิดหูโดยเฉพาะ แต่ผมไม่ได้เตรียมไป และไม่ได้ซื้อแผงลอยแถวนั้นพร้อมแมสผ้า ด้วยความไม่รู้ว่าเลือดออกในหู ไม่เข้าใจธรรมชาติความเย็นระดับติดลบขนาดนั้น นึกภาพไม่ออกจริงๆ

จุดต่อไปที่ต้องเห็น แม่น้ำซงฮัวเจียง (Songhua River) ไกด์ให้รายละเอียดหน้าหนาวพื้นผิวจะเป็นน้ำแข็งหนามาก สามารถลงไปทำกิจกรรมได้ผมเห็นเป็นลานให้นักท่องเที่ยวลงเดินเล่นเหมือนสนามกีฬาดูน่าสนุก ตามเอกสารนำเที่ยวแจ้งว่า จุดนั้นจะมีการตัดช่องน้ำแข็งให้เป็นรู และให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมพิสูจน์ความแข็งแกร่งของร่างกาย ด้วยการกระโดดลงในแม่น้ำช่องตรงนั้น แม่น้ำซงฮัวเจียง พอเข้าเดือนมิถุนายน ผิวน้ำแข็งจะเริ่มบางทางการจะไม่ให้ลง กิจกรรมทั้งหมดต้องเอาออก เพราะไม่รู้ส่วนไหนน้ำแข็งบางรับน้ำหนักไม่ได้ นักท่องเที่ยวอาจเหยียบทะลุลงไปในแม่น้ำอันตรายมาก เพราะน้ำยังเย็นอยู่ส่วนฤดูร้อน แม่น้ำจะกลายเป็นน้ำปกติไว้รับน้ำฝน เมืองฮาร์บิน เวลาฝนตกจะท่วมหนักมากในอดีตปัจจุบันแก้ไขแล้ว มีอนุสาวรีย์ฝางหง (Flood Control Memorial Tower) 防洪胜利纪念塔 หรือ หอคอยอนุสรณ์การป้องกันน้ำท่วม กลายเป็นจุดนักท่องเที่ยว เช็คอินอีกจุด

 

 

 

 

เนื่องจากเป็นกรุ๊ปท่องเที่ยวส่วนตัว ไกด์เริ่มรู้รสนิยมพวกผม สามารถปรับเปลี่ยนได้ หลายแห่งไม่อยู่ในเอกสารแจ้งนำเที่ยว เปลี่ยนแปลงเวลา และสถานที่ได้ ให้เหมาะสมไม่แข็งกระด้างเป็นตาราง

ไกด์พาผมมาถนนสายช้อปปิ้งชื่อดังในเมืองฮาร์บิน ตามออนไลน์กล่าวถึงกันเยอะ ไกด์คงบอกคนขับรถไม่ต้องรอ น่าจะให้ไปรอที่ร้านอาหาร สำหรับอาหารเที่ยง

ถนนจงหยาง (Zhongyang Street / 中央大街) ถนนสายช้อปปิ้ง สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าห้องแถว สถาปัตยกรรมตึกเป็นแบบยุโรป ดูสวยงาม ผมไม่ได้ค้นว่าสร้างใหม่ หรือของเก่า แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะผมมองเห็นผู้คนจับจ่าย เต็มถนนนักท่องเที่ยวเดินดู เดินเที่ยว เดินกิน เครื่องดื่มอาหารขบเคี้ยว เท่านั้นถนนก็มีชีวิตแล้ว ไม่แข็งกระด้างเหมือนตึกสูง บรรยากาศคล้ายสยามสแควร์ แถวปทุมวันในกรุงเทพ สวยทันสมัย แต่ที่นี่มีกลิ่นอายอดีตยุโรป

ตอนนั้นไม่รู้ระยะทางว่าเดินไกลแค่ไหนไม่เหนื่อย ด้วยอากาศเย็นเดินเพลิน จนมาสุดถนนข้ามสี่แยก ไกด์ชี้ให้ดูเป็นร้านท้องถิ่นเก่าแก่ ชื่อร้านหม่าเตี๋ยเอ่อร์ (Madieer / 马迭尔) ขายอาหารสไตล์ยุโรป โดยเฉพาะไอศครีม ที่สำคัญไกด์จะชวนพวกผมทานไอศครีม แถวนั้นท่ามกลางอุณหภูมิติดลบน่าจะ -19 ไม่ได้วัด จับโดยใช้ร่างกาย บอกตามตรงไม่หาญกล้าพอ แล้วอีกอย่างผมเป็นคนไม่กินไอศครีมแม้แต่ในไทย ก็กินน้อยมากเพราะความหวาน ซึ่งผมไม่ชอบหวานคนดื่มกาแฟดำ มากว่า 30 ปีไม่เคยใส่น้ำตาลก็แบบนี้

ยังถึงเวลาอาหารเที่ยง เดินลัดเลาะไปตามซอยเข้าไปในห้างแห่งหนึ่งไม่ใหญ่มาก นั่งกินสตาร์บัคส์ ของร้อนๆ ให้ร่างกายอบอุ่น เป็นคนนั่งค่อยอยู่กับที่ ใครกินใครดื่มนั่งยาวไป ส่วนผมเดินออกนอกห้าง เจอร้านภาษาไทย ถาม Chat GPT แปลเป็นไทย ไทยแลนด์แซ่บ ภาษาไทยเขียนไม่ถูก เป็นอาหารเสียบไม้ย่าง แต่ดูแล้วไม่ใช่ร้านอาหารคนไทย ที่ใช้ภาษาไทยเพื่อดึงดูดนักชิมท้องถิ่นมากกว่า เพราะร้านเล็กๆ

ออกจากห้าง มาที่ร้านอาหาร ตงเป่ย เป็นอาหารอีสานจีน สายฮาร์บินแท้ๆ ไม่ใช่สำหรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นร้านคนพื้นที่ ไม่หรูหราถูกใจยิ่งนัก

อาหารประเภทพื้นถิ่นต้มในหม้อเหล็กเคยดูในสารคดี ทางเหนือของจีน แถบทิเบต และอีกหลายแห่งที่อากาศเย็นมากๆ เต็มไปด้วยหิมะ อยู่ในกระโจมกินเนื้อจามรี นิยมกินหม้อเหล็กแบบนี้ เพื่อให้ร่างกายได้อบอุ่น

เครื่องในวัวหม้อไฟถามไกด์บอก จินโถปาเหล่า เถี่ยกัวตุ้น ตุ๋นเนื้อ ตุ๋นเครื่องใน ถาม Chat GPT บอก ตงเป่ย อันนี้ไม่รู้เขียนเผื่อไว้แล้วกัน ความรู้ภาษาจีน เป็นศูนย์ รู้แต่ว่าเป็นอาหารสไตล์คนฮาร์บินแท้ โดยส่วนตัวผมชอบมากซดซุปร้อนๆ หอมเครื่องเทศ กินไปเยอะมากแต่ไม่หมดทั้งๆ ที่กินกัน 5 คนคณะผม จืด เอ๋ พลอย รวมไกด์ วิศิษฎ์ และ ยศ กินกันไม่หมดแต่เหลือไม่เยอะจนเสียดาย

อีกจานถือว่าเด็ด เครื่องในวัวเย็น (จานเนื้อหั่น) ผมถือว่าผมสอบผ่านผมดูภาพ แล้วสั่ง 2 เมนู นี้เอง ภูมิใจฮา โดยบอกกับไกด์ อะไรที่เกี่ยวกับเนื้อ เครื่องในเนื้อ ผมชอบมาก สั่งให้ด้วยแล้วผมชี้ไปตรงภาพที่ร้านแปะไว้ ตรงที่วางอาหารสดหน้าร้าน สรุปจานนี้หมด

หมูทอดซอสเปรี้ยวหวาน กัวเปาโล่ เป็นอาหารเด่นของร้านนี้ สำหรับตัวผมไม่อร่อย เพราะอาหารออกหวานแล้วก็เหลือเยอะมาก

ผลไม้แช่แข็ง ลูกแพร์ ลูกพลับ แอปเปิ้ล (ของหวาน)ไม่ต้องเข้าตู้เย็นเพราะทุกอย่างมันแข็งอยู่แล้ว ด้วยอากาศ จานนี้เฉยๆ พวกเรามาจากเมืองร้อน ผลไม้สดให้กินเยอะอร่อยกว่าแน่นอน แต่จานนี้ร้านเสริฟให้ฟรี

ทานอาหารเสร็จไปไหนกันต่อ ไกด์ถามเพราะในโปรแกรมไม่มีต้องรอตอนเย็นเทศกาลน้ำแข็ง ผมบอกพาพวกผมไปเดินห้างก่อนอยากเห็นบรรยากาศเมืองฮาร์บิน เจอร้านค้าเล็กๆ บนถนนจงหยางแล้ว อยากเห็นห้างใหญ่บ้าง ไกด์ท้องถิ่นบอกคนขับรถ ไม่ต้องถามว่าไปไหนผมไม่เข้าใจอยู่แล้ว แวะมาห้างสรรพสินค้าคณะผมเดินเข้าห้างผมเดินแป๊บเดียว บอกว่าจะขอเดินด้านนอกอยากเห็นอื่นๆ เท่าที่มองรอบตัวระหว่างเดิน ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซงฮัวเจียง แต่เป็นคนละจุดที่ไปตอนเช้า จุดสนใจคือ ร้านแผงลอย ขายอาหารเสียบไม้แอบถ่ายไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้ กลัวพ่อค้าชวนคุยจะงง ฮา เพราะฟังไม่รู้เรื่องและก็ไม่ใช่สาระสำคัญอะไร

 

เดินวนอยู่หลายรอบ ซักพัก พลอย โทรหาผ่านไลน์ว่าอยู่ไหน บอกว่าเดินอยู่นอกห้างเขาอยากเดินด้วย คราวนี้ผมเดินไกลขึ้นเก็บบรรยากาศร้านริมทาง มาสะดุดร้านสุดท้ายขายแมลงทอด ถาม Chat GPT ภายหลังตอนเขียนบทความ ป้ายเขียนว่าอะไร ไท่กั๋ว คุนฉง เยี่ยน (แมลงทอดไทย) ตอนนั้นผมต้องลองกิน ปกติอยู่ไทยผมก็กินแมลงทอด ผมเชื่ออะไรที่คนอื่นกินได้ผมกินได้หมด แมลงเสียบไม้ทอด ซื้อมาหลายชนิดเอาแบบยังไม่เคยกิน แมงป่อง ตะขาบ ด้วงสาคู นอกนั้นกินมาหมดแล้ว รวมไม่กี่ไม้ 180 หยวน คูณ 4.5 อัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้นจ่ายเงินไป 810 บาทแพงมั้ย ถ้าไปเที่ยวไม่แพงพร้อมมาก โดยเฉพาะแมงป่อง 80 หยวน สามร้อยกว่าบาท เคยเห็นขายบนเส้นทางอุบล ไปศรีสะเกษ แถวกันทรารมย์ แต่ไม่เคยซื้อกินตลาดข้างทางแถวนั้นย้ายไปแล้ว

เริ่มต้นด้วยตะขาบ เฮ้ย อร่อยกินเคี้ยวเดินไปซักพัก มีสายเข้าจากคณะจะเดินทางแล้วไปเทศกาลน้ำแข็ง กินตะขาบหมด เดินมาขึ้นรถตู้ยื่นให้ไกด์ ตอนนั้นไม่รู้นึกว่าคนท้องถิ่นกิน ไม่รู้ว่าเป็นอาหารนักท่องเที่ยว ไกด์ ไม่มีใครกล้ากินเขาก็ถาม ผมก็บอกอยู่เมืองไทยผมกินปกติแต่ แมงป่อง ด้วงสาคู ไม่เคยกิน มีกลิ่นเฉพาะตัว น่าจะไขมันเยอะ ชั่วโมงนั้นไม่สนกิน กิน กินให้หมด อร่อยมั้ยไม่รู้ แต่ช่วงการท่องเที่ยวต่างแดนอะไรแปลกๆ แดกหมดสดชื่นอยู่แล้ว ฮา

เดินทางมาเทศกาลน้ำแข็ง เขาจะตัดก้อนน้ำแข็งมาเลียงเป็นปราสาท ไกด์ลองภูมิผม ถามว่าก้อนน้ำแข็งเขาเชื่อมด้วยอะไร ผมบอกน้ำ ไกด์บอกถูกต้อง แหม ผมนี่ฉลาดไม่เบาเลยเนอะ สถานที่ท่องเที่ยวก็คือสถานที่ท่องเที่ยว ถ่ายภาพเก็บบรรยากาศเป็นที่ระลึกว่าเคยมา แสงไฟประดับทำให้สวยขึ้น แต่ตอนนั้นคืออากาศเย็นมาก ฟ้ามืดอยู่กลางแจ้งเวลานาน มีลม ถ้าเดินเฉยๆ ไม่เท่าไหร่เพราะมีอุปกรณ์ป้องกันตัวเพียบ แต่ในฐานะนักท่องเที่ยวต้องถ่ายภาพ อะไรถ่ายภาพสะดวกสุดโทรศัพท์ ส่วนกล้องแอ็คชั่นคาเมร่าแบบ Gopro ผมแขวนไว้ที่คอไม่ยาก สิ่งที่ยากคือ ต้องเอามือออกจากถุงมือหนาๆ เพื่อถ่ายภาพ นั่นคือนรกอยู่บนฝ่ามือ และนิ้ว พอเย็นแป๊บเดียวจะเจ็บมาก รีบถ่ายรีบเก็บโทรศัพท์ ยัดมือเข้าถุงมือ มีถุงทรายร้อนให้อุ่น ทำสลับกันไปมาไม่ถ่ายก็ไม่ได้ภาพ ถ่ายก็เจ็บมือเจ็บนิ้วแต่ก็ต้องแลกกัน จะสังเกตภาพผมไม่ได้ใส่แมส ไม่ใช่กลัวไม่เห็นหน้า แต่ชั่วโมงนั้นลืม ไม่รู้ไปยัดไว้ไหน ทั้งกระเป๋าเป้ และเสื้อกันหนาว ทั้งหนัก และเต็มไปด้วยช่องกระเป๋าค้นไม่ทัน ภาพตรงหน้าต้องรีบเก็บๆๆๆ จะได้ออกจากพื้นที่เร็วขึ้น

เดินไปไกลพอสมควร บอกไกด์กลับไปหาอะไรกินดีกว่า ต้องมาที่อาคาร 4 ภายในงานมีหลายอาคาร ที่เฮียวิศิษฎ์ และ เอ๋ ขอรอในนั้นเดินไปไม่ไหวภายในอาคารมีร้านอาหารเล็กๆ กระจายทั่วอาคารชั้นสอง หนาวๆ ขนาดนั้นผมจะกินอะไร นอกจากบะหมี่น้ำร้อนๆ เดินเข้าในอาคารพักใหญ่หลายสิบนาที ยังบ่นกับตัวเองอาคารไม่เปิดฮีตเตอร์ หรือวะ เย็นชิบ ผ่านไปซักพักใหญ่เริ่มอุ่น วิเคราะห์ในหัว อ้อ ความเย็นมันสะสมในเสื้อผ้าร่างกายกว่ามันจะขับความเย็นออกเกือบแย่ ตอนนั้นผมว่าน่าจะ -25 แล้วมั้งเย็นเกิน (ทำเสียงสูง)

กินเสร็จกลับเหอะไม่ไหวแจ้งทางไกด์ สรุปงานเข้าคณะ เพราะทางเข้างานถนนปิด รถเข้าไม่ได้เดินก็ไม่ไหวหลายกิโล ตัวผมไม่เท่าไหร่ แต่ เอ๋ แฟนผมน่าจะไม่ไหวแน่ ชีวิตมีทางเลือกนั่งรถไฟใต้ดินไป 1 สถานี ให้รถตู้ไปรับแถวสถานีที่จะลง กว่าจะหาสถานีได้มีเดินหลงทางนี่ขนาดไกด์ท้องถิ่น ต้องสอบถามเจ้าหน้าที่ ที่ดูแลงาน ภายในสถานีคราคร่ำ ไปด้วยผู้คนนักท่องเที่ยวต่อแถวยาวมาก มีภาพถ่ายเคลื่อนไหวแต่ไม่อยากลง ทุกคนต้องใช้วิธีเดียวกันออกจากงาน ไม่มีทางเลือกอื่น อากาศในอาคารเริ่มร้อนแต่ก็ไม่กล้าถอดเสื้อ เพราะไปถึงสถานีที่ต้องลง ก็ต้องใส่เหมือนเดิม เจออากาศแบบนั้นใส่ถอด ใส่ถอดร่างกายจะมีปัญหาแน่อีกอย่างเสื้อกันหนาวมีน้ำหนักมาก ใช้แขนแบกจะหนัก ให้ไหล่เป็นตัวแบกจะง่ายกว่า

สรุปกลับถึงโรงแรมแอลกอฮอล์ ยังไม่เข้าร่างกายเลย นั่งล็อบบี้บอกไกด์ สั่งเบียร์มาดื่มกันดีกว่าผมเลี้ยง เฮียวิศิษฎ์ แกไม่ดื่มเนื่องจากเบาหวาน ผมให้ ยศ ดื่มเป็นเพื่อนคุยกันหลายเรื่อง ดื่มเบียร์คราฟไม่กี่ขวด ผมไม่สามารถดึงใครไว้ เกรงใจเหนื่อยกันมา แยกย้าย ขึ้นห้องพัก ผมก็ดื่มเหล้าที่ยังเหลืออยู่ น้ำก็ไปตากอากาศหน้าต่างเหมือนเดิม ดูยูทูปการเมืองไปถึงไหนแล้ว แต่คืนนี้ตั้งใจไม่ปิดหน้าต่างนอน เพราะคืนแรกรอด คืนนี้ต้องรอดซิวะ

สวัสดีปีใหม่ เย้ๆๆๆ

หนาวๆ แบบนี้ เหล้าเหมาไถ ต้องมาไปกันต่อที่ปักกิ่ง

บันทึกไว้ 1 มกราคม 2569

สาม สอเสือ