อิสรภาพ ความรับผิดชอบ และราคาที่ต้องจ่าย
เช้าวันหนึ่งอยู่เมืองกาญจน์ หนีเที่ยวพักสมองหนีงาน นั่งมองแม่น้ำแควใหญ่ หรืออีกชื่อ แม่น้ำศรีสวัสดิ์ เห็นนกตัวน้อยบินอยู่เหนือต้นหญ้าหลังห้องพักมีสระว่ายน้ำส่วนตัว แอบถ่ายนกบินสวยดี มีภาพพื้นหลังเป็นแม่น้ำ มองธรรมชาติที่ดูเหมือนอิสระเต็มที่ พยายามบอกตัวเองตลอดเวลา
อย่าแบกความคิดความเครียดข้ามไปวันรุ่งขึ้น พูดง่ายแต่ทำยากมาก ย้อนมาเรื่องความอิสระเป็นเรื่องดี แต่ก็คิดขึ้นมาว่า
มนุษย์ต้องการอิสระ นกก็ต้องการอิสระ แม้แต่หนอนตัวเล็ก ๆ ก็ต้องการอิสระ ความจริงอีกด้านหนึ่งคือ ความอิสระทุกอย่างแฝงด้วยความเสี่ยงเสมอ นกที่บินอย่างอิสระก็ต้องระวังผู้ล่า หนอนที่คลานอย่างอิสระก็ต้องระวังภัยรอบตัว มนุษย์ที่มีอิสระก็ต้องรับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจตัวเองเช่นกัน มันเลยแบกความเครียดจากการใช้ชีวิต แม้แต่หมอจิตเวชเวลาผมไปพบก็ เคยเตือนถ้ามีคนโทรมาถาม ไม่ได้เรื่องเกี่ยวกับบัญชี ไม่รู้ก็ได้นะ นั่นแหล่ะสำคัญมากตอบยังไง คำตอบเรื่องนี้ผมไม่รู้พยายามอยู่นะแต่ก็เผลอทุกที

หลายคนคิดว่ากฎระเบียบยิ่งมากยิ่งดี หรือบางคนคิดว่ากฎระเบียบมีนิดหน่อยน่าจะดีกว่า แต่จากประสบการณ์ การอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ การยิ้มให้กัน การพูดคุยกัน กลับมีค่ามากกว่ากฎระเบียบแข็ง ๆ เสียอีกไม่ว่าสังคมไหน
กฎที่มากเกินไปทำให้คนไม่กล้าคิด ไม่กล้าถาม ไม่กล้าลอง สุดท้ายก็กลายเป็นคนที่ทำงานไปวัน ๆ ใช้ชีวิตไปวันๆ โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังเครียดเรื่องอะไร
ถ้าไม่มีกฎเลย หรือมีน้อยเกินไปทุกอย่างจะหย่อนยาน ไร้ระเบียบเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง เพราะไม่มีจุดให้ต้องคุยกันอันไหนมากไป อันไหนน้อยไป อันไหนพอดี ไม่มีจุดลงตัว
เพิ่งค้นพบว่าความเครียดที่สะสมมาหลายปีจริง ๆ แล้วมาเกือบทุกทาง ข่าวการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ นักการเมืองโกงกันจนล้นเมือง ข้าราชการประจำ โกงการสอบท้องถิ่น โกงฮั้ว ส.ว. ซื้อเสียง ส.ส. องค์กรอิสระที่ไม่อิสระจริงสั่งได้ ทุกอย่างมาจากข่าวสารหนังสือพิมพ์ที่อ่านทุกวัน ยังมีเรื่องใหม่ที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ AI ทุกอย่างผสมปนเป ไม่ใช่จากเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เหมือนตัวเองจะป่วยถอดออกจากสมองไม่ได้
ยังมีการตอบคำถามทางโทรศัพท์จาก ลูกค้า เพราะหลายครั้งไม่ใช่เรื่องบัญชี เรื่องส่วนตัวบ้าง เรื่องธุรกิจ เรื่องครอบครัว ถ้ารู้ตัวผมก็จะบอกไม่รู้ ไม่รู้ตัวก็ตอบไปเรื่อยอยากให้เขาสบายใจเท่าที่มีความรู้
ทำบริษัทแบบนี้คุ้มมั้ย ไม่บอกนะครับธุรกิจอะไรเป็นความลับของลูกค้า ไม่ควรเปิดเผย วันนั้นผมรู้ตัวผมก็บอกปลายสาย การทำธุรกิจจะถามบัญชีไม่ได้ ว่าคุ้มไม่คุ้ม มันเป็นศาสตร์หลายแขนงมาก ทั้งการตลาด และเศรษฐศาสตร์ บัญชีดูได้แต่ตัวเลย แต่ความคุ้มค่าอยู่ที่ลูกค้าต้องประเมินเอง ผมไม่รู้ตลาด ทรัพย์สินที่ลงไปค่าเช่าที่ สุดท้ายลูกค้าขอให้ผมจดบริษัทใหม่ให้ทันที
รายเดิมโทรมาถามเรื่อง BOI
กิจการในนั้นมี 1 อย่างถ้าขอสามารถยกเว้นภาษี 3 ปี แต่วัตถุประสงค์อื่นขอไม่ได้ ก็ยกเว้นไม่ได้ผมบอกต้องถาม BOI เรียนรู้เองจะได้มีความรู้เป็นของตัวเอง ถามผมอาจได้คำตอบที่ผิดก็ได้ ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วมาก
ผมก็รู้เท่านี้รู้แค่ต้องแยกรายรับ รายจ่าย ออกจากกัน รู้แค่ว่ามันผิดกฎสรรพากรเขาก็ไม่ยอมยกเว้นภาษีให้
ตอบคำถามมากๆ ก็คิดบางครั้งชีวิตก็เป็นแบบนั้น เราแบกอะไรบางอย่างไว้นานจนลืมไปแล้วว่าแบกอยู่ มีเพื่อนเก่าโทรมาชวนไปกินข้าวเที่ยง บังเอิญวันนั้นมีนัดต้องไปเมืองกาญจน์อีกรอบ เพื่อนก็ถามเรื่องงาน ผมก็เล่าทำไมชีวิตมึงเครียดขนาดนี้ไม่ตอบบ้างก็ได้ เพื่อนบอกว่ากูไม่กล้าโทรถามเรื่องบัญชี ภาษี มึงเลย หลังจากวันนั้นที่มึงเล่าให้ฟัง
ไม่ได้พยายามเขียนปรัชญาชีวิต แต่เขียนจากความรู้สึก จนต่้องนัดหมอไปดูซิว่าเกิดอะไรขึ้นกับจิตใจ กับให้ร่างกาย
ในธุรกิจบัญชีของผม ช่วงสามปีที่ผ่านมา ลูกค้าเพิ่มขึ้นตลอด แต่รายได้กลับไม่ได้เพิ่มตาม เพราะลูกค้าหลายรายได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ จนต้องขอลดค่าบริการ ผมก็ยินดีลดให้ เพราะเข้าใจสถานการณ์ แต่ผมบอกทีมงานเสมอว่า วันที่ลูกค้าลำบาก เราช่วยเขาได้ แต่วันที่ลูกค้ากลับมาดีขึ้น เราก็มีสิทธิ์กลับไปคิดค่าบริการในอัตราปกติ
ความเมตตาไม่ใช่การยอมตลอดไป ความเมตตาคือการช่วยกันผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก และกลับมาอยู่บนความเป็นธรรมเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น

โชคดีอย่างหนึ่ง คือไม่มีหนี้สิน ไม่ได้มีชีวิตหรูหรา กินน้อย ใช้น้อย และไม่ได้ต้องการอะไรมาก ไม่ขี้เหนียวแต่จ่ายต้องมีเหตุผลเลี้ยงคนก็ได้แต่ก็ต้องมีเหตุผลเช่นกัน
ไม่ใช่เพราะเก่งกว่าใคร แต่เพราะเคยเห็นคนจำนวนมากเหนื่อยกับภาระที่ตัวเองสร้างขึ้น ผมไม่ได้อยากสอนใครเรื่องการใช้เงิน เพราะแต่ละคนมีความฝันต่างกัน วัยหนุ่มสาวก็อยากมีบ้าน อยากมีรถ อยากมีทรัพย์สินดี ๆ
ผมเข้าใจทั้งหมด แต่อยากฝากไว้เพียงเรื่องเดียว ระวังภาระที่เกินความจำเป็น เพราะบางครั้งสิ่งที่เราซื้อมาเพื่อสร้างความสุข กลับกลายเป็นสิ่งที่พรากอิสรภาพไปจากชีวิตเรา และเมื่อถึงวันหนึ่ง เราอาจค้นพบว่า ความมั่งคั่งที่แท้จริง ไม่ใช่การมีมากที่สุด แต่คือการมีอิสระที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ
ผมผ่านชีวิตธุรกิจ ปี 2540 ล้มจนร้องไห้ ขนาดไม่ได้ฟุ่มเฟือยแต่ล้มจากธุรกิจจริงๆ ทุกอย่างถูกยึดหมด ใช้ชีวิตติดลบกว่าจะกลับมาวันนี้ได้เลือดตาแทบกระเด็น
เขียนเหมือนบ่น บทนี้เหมือนปลดปล่อยใครอ่านแล้วมีประโยชน์ก็เก็บไว้ อ่านไร้ค่าไร้ราคา ก็หยุดอ่าน
ชีวิตเป็นของเราเอง
บันทึกไว้ 13 กรกฎาคม 2569
สาม สอเสือ
