ทุนแห่งความไว้วางใจ Trust Capital
เนื่องจากผมจบคณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาดมาด้วย นอกจากคณะบัญชี ทางด้านการตลาด ทั้งอดีตและปัจจุบัน ทุกกิจการอยากได้ Brand Loyalty การภักดีในแบรนด์สินค้านั้นๆ แล้วลูกค้าบอกต่อ โดยไม่ต้องโฆษณาเพิ่มค่าใช้จ่าย เรื่องพวกนี้คนทำธุรกิจอยากได้ทั้งนั้น เพราะไม่ต้องเสียค่าโฆษณาไปบวกกับค่าสินค้า หรือบริการ ที่เรียกเก็บจากลูกค้า เพิ่มภาระให้ลูกค้า
โดยส่วนตัวผมว่าน้อยมากในธุรกิจ พอไม่ต้องโฆษณาแต่ยังบวกกำไรเพิ่มให้สูงขึ้นจำนวนมาก เพราะในโลกของการแข่งขันทางการค้า ไม่ว่าในประเทศ หรือต่างประเทศ นอกจากจะแข่งขันด้านคุณภาพของสินค้า และบริการ แต่พอถึงเวลาหนึ่ง การแข่งขันด้านราคาแทบจะเป็นปัจจัยหลักแต่ไม่ลดคุณภาพ สินค้า และบริการ คิดว่าน่าจะเกิน 99 เปอร์เซนต์ต้องแข่งขันทางด้านราคา เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในราคาที่ลูกค้าจ่าย และกิจการอยู่ได้
มองดูเศรษฐกิจรอบตัว และสถานการณ์รอบข้าง เนื่องจากงานสำนักงานบัญชี เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่าง เอกชน กับ ภาครัฐ จะเห็นข้อมูลก่อน GDP ที่สรุปทุกรายไตรมาสด้วยซ้ำ เป็นข้อมูลพื้นฐานเป็นข้อมูลที่มาจากตลาดสด ปากต่อปาก เรียลไทม์แท้จริงอย่างยิ่ง
เพิ่งมาเจอคำใหม่จาก AI คำว่า Trust Capital ต้นทุนความไว้ใจ หรือมีมานานแล้วผมไม่รู้ ผมไม่ได้วางเอาไว้ตั้งแต่แรกว่าจะเกิดเรื่องเหล่านี้ แต่ผมมองของผมเองนานแล้ว ความลับลูกค้า เป็นสินทรัพย์ของลูกค้าไม่ใช่ของเรานำไปใช้ประโยชน์ ความลับรู้แล้วก็เงียบห้ามบอกต่อ แต่เรื่องดีๆ บอกต่อได้แนะนำลูกค้าให้ลูกค้าอีกรายได้ แต่ถ้าเป็นความลับ รายได้ ภาษี กำไร ขาดทุน บริษัทนั้นมีแนวโน้มจะทำอะไรต่อ ไม่ว่าลูกค้ารายนั้นเพื่อนกันเองแนะนำกันมา เพื่อนจะถามกิจการของเพื่อน ต้องไปคุยกันเอง ถามผ่านสำนักงานบัญชีจะไม่มีการบอก เรียกว่าเป็นกฎเหล็กมากๆ
ไม่ใช่ไม่มีนะครับมาถาม บริษัทนั้นทำอะไร ดีมั้ย แล้วเขาจะทำอะไรต่อ ถามผ่านผม ผ่านทีมงานในออฟฟิศ ทุกอย่างเงียบงันต้องไปคุยกันเอง ในอดีตเคยมีพนักงานของลูกค้า โทรมาถามข้อมูลเงินเดือนของอีกคนในออฟฟิศเดียวกัน ผมบอกให้ผู้บริหารโทรมาถามที่นี่เอง สำนักงานบัญชีไม่มีสิทธิ์เปิดเผย เพราะข้อมูลพวกนี้ถือเป็นชั้นความลับมากที่สุด
แผนบริษัทนั้นทำแบบไหนก็มีมาถาม มักจะเป็นคำตอบพื้นๆ คุยกันเอง เป็นเพื่อนกันชวนกันไปกินข้าว กินเหล้าคุยกันก็ได้ว่าชีวิตเป็นยังไง กิจการเป็นยังไง ต้องเปิดเผยด้วยตัวเองไม่ใช่เปิดเผยจากสำนักงานบัญชี
ข้อมูลหนี้เสีย ก็เป็นความลับ ทุกอย่างต้องคุยกันเอง
ขนาดผมมีบริษัทไหนเป็นลูกค้าบ้าง ผมยังไม่เปิดเผยในที่สาธารณะ แม้แต่ในเว็บไซต์ผมก็ไม่เปิด ผมถือว่าเป็นความลับ แล้วผมก็ไม่เคยคิดว่าจะต้องโฆษณา
ลูกค้าที่นี่มีบริษัทไหนบ้าง จำนวนเท่าไหร่ ผมว่าทุกอย่างเป็นความลับทั้งนั้น กลายเป็นว่ามันคือ ต้นทุนที่ผมเผลอสร้างไว้โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ตอนเขียนเว็บไซค์ครั้งแรก nsbest.co.th และ . com น่าจะเกือบ 20 ปี สารภาพผมก็แอบดูเว็บคนอื่นหลายกิจการ เพราะยุคนั้นเว็บไซค์สำนักงานบัญชียังไม่เยอะ จะเห็นข้อมูลลูกค้าที่เขาโชว์ว่ามีลูกค้าบริษัทไหนบ้าง ผมถามตัวเองได้หรือ ลูกค้าอยากให้เราเปิดเผยเหรอต้องคุยกันก่อนมั้ย ผมสรุปเองอาจจะผิดก็ได้ไม่น่าใช่ เพราะขนาดตัวผมเองยังไม่อยากให้ใครเปิดเผยข้อมูล
ข้อมูลลึกๆ ของลูกค้าควรเป็นสินทรัพย์ของลูกค้า ไม่ใช่ของสำนักงานบัญชี หรือตัวผม จะเสียมารยาทนำไปใช้ เรื่องพวกนี้ผมถือมาก
ชั้นความลับพอสมควร
พอเกิด Brand Loyalty ถ้าเปรียบเป็นต้นไม้ ผมไม่รู้หรอกสิ่งที่ผมทำมันคือต้นไม้ รดน้ำพวนดินทุกวันผ่านไปเกือบ 20 ปีกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาบริษัท โดยไม่รู้มันคือต้นไม้ด้วยซ้ำ มองไม่ออกจนได้คุยกับ AI ใช่มันคือต้นไม้ ไม่ใช่ต้นหญ้า มันคือ ทุนแห่งความไว้ใจ ที่ไม่ได้ตั้งใจสร้าง มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
บันทึกไว้ 21 กรกฎาคม 2569
สาม สอเสือ
