ตะเกียบวัฒนธรรม

เป็นคนไทยเชื้อสายจีน วัฒนธรรมการกินอาหารด้วยตะเกียบ ต้องบอกว่าอยู่บนโต๊ะอาหารแทบทุกมื้อ ภาพชินตาตะเกียบช้อนเคลือบสั้นสีเขียวยุคนั้น ไม่อยากบอกอายุผู้เขียนเดี๋ยวจะหาว่าอายุน้อย ฮา

สิ่งที่ประจำโต๊ะอาหารในบ้านอีกอย่าง กาน้ำชาเซรามิค ลายมังกรสีครามแบบเก่าใส่ในถังอลูมิเนียมลายสวย มีเบาะฟูกผ้ายัดนุ่นคลุมกาน้ำชาทั้งอัน รักษาความร้อน ไม่มีภาพประกอบต้องไปหากันเองตามอินเตอร์เน็ตเยอะแยะ

เล่าถึงช่วง 3 ทริปหลังของการท่องเที่ยว ได้มีโอกาสไป ญี่ปุ่น 2 ทริป จีน 1 ทริป เที่ยวแบบไพรเวท ด้วยตัวเองติดใจรูปทรงตะเกียบอยู่แล้ว มันแปลกเพราะมันคือ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารที่ดูง่ายไม่ซับซ้อน

หลายสิบปีก่อนต้องไปทำข่าวที่ปักกิ่ง อยู่คนเดียวหลังนักสนุ้กเกอร์แข่ง ได้มีโอกาสเดินในห้างสรรพสินค้าคนเดียว สั่งอาหารด้วยชี้นิ้วตามรูปพูดจีนไม่ได้ สั่งก๊วยเตี๋ยวน้ำมากินตอนนั้นมีแค่ชาม กับ ตะเกียบ ช่วงเวลานั้นนึกไม่ออกว่าจะกินยังไง เส้นใช้ตะเกียบซึ่งเรื่องปกติมาก น้ำซุปหรือน้ำก๊วยเตี๋ยวหล่ะ จัดการกับมันยังไงต้องอาศัยแอบมองชาวจีนรอบข้างที่ทานอาหารใกล้เคียงกัน

อ้อ น้ำซุปยกซดเออง่ายดี มันเลยเป็นความทรงจำที่ไม่ยาก กลับถึงเมืองไทย ยังใช้วิธีนั้นบ่อยๆ ผมว่ามันสดชื่นได้คำใหญ่กว่าช้อนตักซดน้ำ

ที่เล่าเบื้องหลังการทำงานในฐานะนักข่าว ก่อนชีวิตจะมาบาดเจ็บกับปัญหาเศรษฐกิจ ปี 2540 หนังสือพิมพ์โลกกีฬารายวัน ในเครือวัฎจักร ล้ม ธุรกิจใหญ่่ล้มกันเยอะมาก แม้แต่ธนาคาร และไฟแนนซ์ ชีวิตที่ตกงานต้องมาเริ่มชีวิตใหม่ในนามนักบัญชี เพื่อนในวงการนักข่าวมีโทรมาชวนไปทำเหมือนกัน หลายฉบับแต่ตอนนั้นเลือกที่จะพอแล้วกับชีวิตนักข่าว เหนื่อยสาหัสโดยเฉพาะหัวหน้าหน้า 1 หลายปี

วกกลับมาเรื่อง 3 ทริปหลัง ฟูกูโอกะ เกียวโต และอีกหลายเมือง ของญี่ปุ่น 2 ทริป ส่วนจีน ปักกิ่ง ฮาร์บิน 1 ทริป ปัจจุบันเริ่มมีช้อน เพื่ออำนวยความสะดวก แต่ตะเกียบก็ยังเป็นอาวุธสหลักบนโต๊ะอาหาร ไม่ว่า ญี่ปุ่น หรือ จีน ยังไม่มีโอกาสได้ไปเกาหลีใต้ คงมีแปลนอีกในไม่ช้าว่าจะไปเที่ยวซักครั้ง แต่ทุกครั้งที่ไปจะซื้อตะเกียบสวยๆ แต่ละเมือง เอามาใช้ไม่ได้เอามาเก็บ ไม่โชว์ใช้จริง

ผมมาตื่นเต้นร้านอาหารวันเดินทางกลับ จากจีน เป็นร้านอาหารหรูหรา ใกล้เทียนอันเหมิน ผมให้ไกด์ช่วยสั่งอาหารให้กิน สั่งไม่เป็นขนาดอยู่มาเกือบ 6 วันแล้ว เมนูที่สั่งปกติเป็ดปักกิ่ง แต่ที่อร่อยมากคือหูหมู ผมสังเกตุว่าร้านนี้ มีตะเกียบ 2 ชุดสำหรับ 1 คน สีดำ 1 ชุด สีขาว 1 ชุด ตีความก็คือ สีขาว คือตะเกียบกลางไว้คีบอาหาร จากจานอาหารเอามาใส่ที่ จานหรือชามของเรา ผมเหมารวมว่าเป็นวัฒนธรรมใหม่หรือไม่ เพราะช่วงโควิดน่าจะเป็นการป้องกันการกินอาหารร่วมกัน หรือว่านานกว่านั้น

ผมเอาเรื่องนี้มาถาม AI กลายเป็นว่าเรื่องตะเกียบกลางไม่รู้ แต่ที่ลึกไปกว่านั้นคือวัฒนธรรมการใช้ตะเกียบ ผมเข้าใจว่าน่าจะมีที่มา 3 ประเทศนี้แหล่ะ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เพราะชาติอื่นไม่เคยเห็นในวัฒนธรรมบนโต๊ะอาหาร แล้วก็เชื่อว่าน่าจะเป็นเครื่องมือโบราณมาก คงจะมาจากจีนก่อนการต้มบนหม้อใหญ่ เป็นสืบค้นมาคงกว่า 5,000 ปีหรือนานกว่านั้น วัฒนธรรมน่าถ่ายทอดกันไปมาระหว่าง จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี เพราะเป็นประเทศวัฒนธรรมเก่าแก่ทั้ง 3 ประเทศในเอเชีย

จริงๆ จะหาข้อมูลตะเกียบ เพื่อมาเขียนแต่ถ้าไปหาอ่านน่าจะใช้เวลา เลยให้ AI หาข้อมูลให้อยากรู้ว่าตะเกียบมาจากไหน เริ่มที่ไหนแล้วอีกประเด็น ตะเกียบจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไม่เหมือนกันทำไมไม่เหมือนกัน ตะเกียบจีน ยาวทู่หนัก ตะเกียบญี่ปุ่นกลมปลายแหลม ตะเกียบเกาหลีเป็นเหลี่ยมเป็นโลหะ รู้แค่นั้นจริงๆ สามารถหาข้อมูลได้มากกว่านี้ในยุค AI แต่ไม่ใช่วัตถุประสงค์ในการเล่าเรื่อง

ส่วนเรื่องปลีกย่อย ปักตะเกียบลงข้าวไม่ได้ ใช้ชี้คนไม่ได้ คุ้ยอาหารไม่ได้ ส่งอาหารตะเกียบชนตะเกียบไม่ได้ในญี่ปุ่น อันนี้ไม่สนใจ

ที่ผมสนใจก็คือ ทำไมตะเกียบจึงเริ่มต้นในเอเชีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เพราะเป็นชาติเก่าแก่เหรอ แล้วในยุโรป อาฟริกา อเมริกา ออสเตรเลีย คนโบราณกลับไม่มีวัฒนธรรมการใช้ตะเกียบ ทำไม

แล้วอีกสิ่งที่ผมเห็นแล้วชอบโดยทันที คือ ตะเกียบกลาง เหมือนช้อนกลางผมไม่รู้เริ่มต้นเมื่อไหร่ แต่ดูแล้วเท่ปลอดภัย เหมือนช้อนกลางยุคที่คนต้องระวังโรคติดต่อทางน้ำลาย

บันทึกไว้ 24 กรกฎาคม 2569

สาม สอเสือ